Logo
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
           IN ROIDAO.COM
     ฟังเทศน์พุทธธรรม
     ชื่อชุดบรรยายธรรม
     ถอดรหัสปฏิบัติธรรม
     หนังสือ ส.ร้อยดาว
     รำพึงรำพันวันเยาว
     ปลื้ม   สีทอง
     ก้าน  กิ่งพุทธ
     I Write For Life
     ปรัชญาModernWalk
     ปรัชญากวี , คำสวย
    บรรยายธรรม (อ่าน)
     กองหนุนจริยธรรม
 
 
           DDDDD ONLINE
     ยอดหญ้าดังตฤณ
     ธรรมะใกล้ตัว
     ธรรมะไทย(ยอด)
     พจนานุกรมไทย
     Dictionary online
     Ying Yoka...มุมสุขภาพ
 
           DD DOWNLOAD
  คุณค่าน้ำฝน(ยอดมาก)
 รักสุดซึ้ง...ใจสองใจ
@     บทสรุปThe Secret
@     บทสรุป ไม่ควรสรุป
@     โอวาท ท่านเหลี่ยวฝาน
@     นักโทษประหาร
@     ธัมมะ จากธรรมบท
@     มิลินทปัญหา
 
 
 
 
       
 

ถ้อยคำสิริมงคล

เพราะคาดหมายให้ได้ดั่งใจตน
ชีวิตจึงต้องอดทน
หากรู้จักถอดตัวตน
อดทนก็ไม่ต้องมี
อดทนก็เหนื่อยก็หนัก
ยิ่งต้องอดทนนานนักก็มักหน่าย
สุดท้าย...เซ็งซังกะตาย

เมื่อไร้ตัวตน อดทนก็ไม่ต้องมี
เมื่อประจักษ์ชัดว่าสิ่งใดดี...เราก็เพียร
เช่นนี้สุขก็ได้ เป้าหมายก็ถึง

http://www.puttasawok.com/
คือเวบที่จะใช้ต่อไป

     
กระดานข่าว

จะตอบประเด็นนานาสังวาสเร็วๆนี้
ทุกความข้องใจ เพิ่มเติมมาทางเมล์ได้เลย

เดือนพฤษภามีนัดให้สัมภาษณ์
กับหนังสือพิมพ์รายปักษ์
หากไม่ตายก่อนคงต้องเข้ากรุงเทพ

บัดนี้เป็นพระของพุทธ...สังกัดธรรมวินัย
อยู่กับตัวและใจ ณ เวิ้งฟ้าวนาราม

ส่วนหนังสือ & CD Mp3 ธรรมะ
ยังเผยแพร่แจกจ่ายอยู่
ติดต่อได้ที่กองหนุนจริยธรรม
081-612-0889

โครงการ... ชีวิตดีทีละก้าว
โครงการเช้าวัดปฏิบัติศีล ๘
ต่อไปจะเป็น
โครงการ... พุทธธรรมภาวนา


มีโอกาสคงได้เชิญชวนพี่น้องพุทธบริษัท
มาปฏิธรรมร่วมกันอีก ณ ที่ใดที่หนึ่ง
เมื่อกาลอันควรมาถึง

 
         
 
   
       
 
     
 
 
 
 
<   MP 3 การแสดงธรรมช่วงอยู่สันติอโศก 8 Track สุดท้าย
  01 Big Cleaning Soul ๓๑ ธ.ค. ๕๔
  02 สวัสดีกับชีวิต 1 ๑ ม.ค. ๕๕
  03 สวัสดีกับชีวิต 2 ๑ ม.ค. ๕๕
  04 ๕ ดีรับปี ๕๕ 1 ๒ ม.ค. ๕๕
  05 ๕ ดีรับปี ๕๕ 2 ๒ ม.ค. ๕๕
  06 หลงปัญญาก้าวหน้ายาก ๗ ม.ค. ๕๕
  07 แข่งกันดี 1 ๘ ม.ค. ๕๕
  08 แข่งกันดี 2 ๘ ม.ค. ๕๕
 
         
 
   
         
    Link สมณะร้อยดาว หายไปไหน สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน

ตอบหลายประเด็นที่คนสงสัย เมื่อตอบเป็นส่วนตัวแล้ว เห็นควรเผยแพร่ให้คนสงสัยเช่นเดียวกัน ได้รับคำตอบด้วย

                      กราบนมัสการท่านพุทธสาวก..ด้วยความนอบน้อม
                      กราบขอบพระคุณมากที่ท่านเปิดใจรับฟัง ป้อมได้อ่านเอกสารชี้แจงที่ท่านเขียน ๓๔ หน้า อ่านทั้งหมด ๒ รอบ รายละเอียดของย่อหน้าที่เป็นประเด็นสำคัญอ่านแล้วยังไม่เข้าใจก็จะอ่านมากกว่า ๒ รอบ เพื่อให้เข้าใจ(สิ่งที่ท่านเขียนทั้งหมด เป็นการวิจารณ์พุทธสถานรวมถึงตัวท่านด้วย. )  ป้อมจะไม่พูดถึงรายละเอียดตรงนั้น
 
                       ๑.ท่านไม่สามารถก้าวผ่านบททดสอบตรงนี้ไปได้
                       @ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างท่าน กับ คณะคภส โดยมีท่านพระโพธิรักษ์เป็นหัวข้อของเรื่อง กับเรื่องราวที่ท่านโดนกล่าวหา ท่านลองตรองดูให้ลึกอีกสักครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญใช่มั้ยเจ้าค่ะ ท่านไม่คิดบ้างหรือว่า..เหตุตรงนี้เป็นวิบากกรรมของท่าน ร่วมกับพ่อท่านและคณะคภส ป้อมเชื่อนะว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทุกท่านเจ็บร่วมกัน ท่านไหนหยุดก่อนท่านนั้นชนะ ถ้าท่านเชื่อเรื่องวิบากกรรมตามหลักของพระศาสนา ท่านจะยินดีชดใช้ให้เพราะตรงนี้เป็นบทพิสูจน์ตัวตนของท่านว่าจะผ่านพ้นไปได้ไหม และถ้าท่านผ่านไปได้นั่นหมายถึงท่านชนะ
 
                       ๒.เหตุผลที่ท่านให้มาไม่เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
                       @ เหตุผลที่ท่านให้ ท่านบอกทำมันให้เป็นประโยชน์สูงสุด กับหมู่กลุ่มและตนเอง ในเมื่อท่านเป็นกระบอกเสียงให้กับหมู่กลุ่ม ถ้าหมู่กลุ่มเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำ... ทำไมท่านเหล่านั้นไม่ออกมาแสดงตนร่วมกับท่าน(ได้ยินว่ามีท่านหนึ่งเห็นด้วยกับท่าน แต่กลัวลำบาก เป็นเพศสมณะไม่น่าจะมีคำพูดว่ากลัวลำบาก)
                       ท่านบอกว่า..การยอมไม่ยาก คนเราทุกวันนี้ที่ไม่สงบเย็นและมีปัญหาไม่รู้จบสิ้นเป็นเพราะไม่ยอมมิใช่หรือ ฉะนั้นท่านจะบอกว่าการยอมไม่ยากได้อย่างไร แล้วถ้าไม่ยากในส่วนตัวท่าน ทำไมท่านไม่ยอมล่ะเจ้าค่ะ ท่านยอมได้.. ท่านก็จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงเช่นกัน.. การยอมก็เป็นการลดตัวตน ลดทิฐิมานะ ถ้าเรามีเมตตากรุณากับคนที่อยู่ใกล้ตัวเราได้ คิดตรงข้ามกับเรา การยึดตัวตนของเราก็จะไม่มี เป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว  และการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าจิตบริสุทธิ์แล้ว การยอมเป็นเรื่องง่าย แม้เป็นคนธรรมดาสามัญก็ได้ชื่อว่าเป็นพระอริยะสงฆ์
 
                       เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับท่าน..ถ้าท่านอธิบายแล้ว..คณะคภส ยังไม่เข้าใจในเจตนาอันดีของท่าน ท่านลองตรองดูตัวตนก่อนดีมั้ย บารมีหรือความดีของท่านที่สะสมมา อาจยังมีไม่มากพอที่จะทำให้คณะคภสและพ่อท่าน เข้าใจสิ่งที่ท่านปรารถนาดีกับพุทธสถานแห่งนี้ได้  และจิตก็จะปล่อยวาง...ได้
 
                       ป้อมจะไม่พูดถึงวันที่คณะคภส มีเอกสารมาถึงท่าน หลายวันหลังจากนั้น ป้อมพาพ่อไปหาท่าน ก็มีนัยอยู่บ้าง พ่อซึ่งเคร่งศาสนาอิสลามมาก ไม่ไปวัด ไม่เสวนากับพระ วันนั้นป้อมก็พาไปสุเหร่าแล้วก็บอกพ่อว่าขากลับจะพาไปหาพระอาจารย์นะ ก็ตะลึงเหมือนกันที่พ่อไม่ปฏิเสธ ยอมที่จะไป และสิ่งที่ทำให้ป้อมตกใจคือ ภาพของสมณะที่ผอมและดูอิดโรย รู้สึกได้ถึงความหดหู่ สงสาร+เห็นใจ ไม่อยากเห็นภาพนั้นเลย(ไม่ทราบว่าท่านได้ธรรมะกับเรื่องราวของพ่อบ้างหรือเปล่า)
 
                       ที่ท่านบอกว่า..แม้น้อยนิดก็ไม่เสียดายหรือหวนกลับไปสันติอโศกเลย..ป้อมถามหน่อยนะเจ้าค่ะ ๒๔ ปีที่ท่านได้พักอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ ไม่มีสิ่ง ดี ดี บ้างเลยหรือ ใครล่ะที่กล่อมเกลาจิตวิญญาณ ป้อมไม่เชื่อว่าบุคคลจะดีได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีสิ่งที่มากระทบจะรู้ได้อย่างไรว่าเราดีจริงหรือไม่ อย่างน้อยก็สิ่งแวดล้อม แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ของท่านไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณของพุทธสถานแห่งนี้บ้างเลยหรือ..
                       ก่อนหน้านี้ป้อมเคยหวังว่าท่านจะกลับมา ถ้าท่านกลับมานั่นหมายถึงท่านบรรลุธรรมขั้นสูง และสิ่งที่ท่านปรารถนาที่จะหลุดพ้น(ตรงนี้ไม่ใช่ความคิดเห็นของป้อมคนเดียว หลายชีวิตที่คิดแบบนี้ไม่เว้นแม้สมณะ) ยังแอบคิดว่าถ้าสิ่งที่หวังเป็นจริงจะยอมออกจากงานเพื่อมาเป็นข้ารับใช้ในสังคมพุทธศาสนาตลอดชีวิตที่เหลืออยู่.
 
                       ชื่อใหม่ของท่านความหมายดีมาก.. พุทธสาวกหมายถึงเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าใช่มั้ย เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า..กฎแห่งกรรมคือความยุติธรรม ถ้าความยุติธรรมแบบ มนุษย์โลก ไม่มีบรรทัดฐาน มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเองว่า อย่างนี้ถูกต้อง อย่างนั้นไม่ถูกต้อง
                       กราบวิงวอน...เจ้าค่ะ

                       คือความปรารถนาดี ตามมุมมองของคนชื่อป้อม...จากนี้ไปจะทบทวนทีละหัวข้อ และตอบให้ฟังทุกประเด็น 

                       ๑.ท่านไม่สามารถก้าวผ่านบททดสอบตรงนี้ไปได้ 
@ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างท่าน กับ คณะ คภส โดยมีท่านพระโพธิรักษ์เป็นหัวข้อของเรื่อง กับเรื่องราวที่ท่านโดนกล่าวหา ท่านลองตรองดูให้ลึกอีกสักครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญใช่มั้ยเจ้าค่ะ ท่านไม่คิดบ้างหรือว่า เหตุตรงนี้เป็นวิบากกรรมของท่าน ร่วมกับพ่อท่าน และคณะคภส ป้อมเชื่อนะว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทุกท่านเจ็บร่วมกัน ท่านไหนหยุดก่อนท่านนั้นชนะ ถ้าท่านเชื่อเรื่องวิบากกรรมตามหลักของพระศาสนา ท่านจะยินดีชดใช้ให้ เพราะตรงนี้เป็นบทพิสูจน์ตัวตนของท่าน ว่าจะผ่านพ้นไปได้ไหม  และถ้าท่านผ่านไปได้นั่นหมายถึงท่านชนะ

                       ตอบป้อม... มนุษย์พันธุ์พุทธแบบอโศก ไม่มีคำว่าเจ็บเป็นแก่นแกน หากบางท่านยังมีอยู่ นั่นก็เป็นภารกิจที่ต้องละล้างสะสางไปโดยตน และบอกได้ว่า อาตมาไม่มีอาการนั้นแล้วแม้น้อย เพียงเคยเสียใจอยู่ครั้งหนึ่ง ว่าทำไมอโศกจึงมาถึงจุดต่ำ และเสื่อมได้ถึงปานนี้ ทั้งระบบบริหาร แม้หลักคิดของพระผู้ใหญ่
                       ส่วนการหยุดนั้น... ก็ไม่มีอยู่ในหมู่อโศก แม้อาตมาเช่นกัน มันเป็นเรื่องของคนพันธุ์ธรรม อะไรที่เข้ามาสู่ชีวิต นั่นคือส่วนหนึ่ง ที่เราจะบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนเหล่าอื่น โดยเฉพาะประโยชน์ทางปัญญา พร้อมนี้ก็ดูไปว่า ใจตนดิ้น หรือใจตนหยุด เหมือนพระพุทธองค์ตอบองคุลีมาลที่หยุดจากการวิ่งไล่ล่า ในขณะที่พระองค์ท่านดำเนินไปอยู่ว่า เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุด คือใจพระพุทธองค์หยุดการไปการมา หยุดบาปหยุดเบียดเบียนแล้ว แต่ไม่หยุดเลยที่จะช่วยให้คนพ้นหลงผิด ส่วนองคุลีมาลนั้น แม้จะหยุดวิ่งไล่แล้ว แต่ใจยังไม่หยุดคิดที่จะฆ่า หรือยังหมายจะเบียดเบียนอยู่
                       ฉะนั้นหยุดคือชนะในความหมายของป้อม...อาจใช่กับบางเรื่องทางโลก แต่กับหมู่อโศก แม้อาตมา ต่างพากันเลยตรงนั้นมาแล้ว เพราะมันเป็นวิสัยของมนุษย์พันธุ์นี้ และใครที่เจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ชีวิตไม่มีแยกเรื่องที่มาสู่ ออกไปจากการปฏิบัติธรรม ด้วยว่าการปฏิบัติธรรมนั้นมีอยู่ในทุกเรื่องของชีวิต

                       กับเรื่องวิบากกรรมนั้นอาตมาเคารพตามคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ศรัทธาหรือเชื่ออย่างชัดๆเป็นปัจจัตตัง ซึ่งเคยบอกแล้ว วิบากมีสองนัยสำคัญ ๑ วิบากที่เป็นปัจจัตตัง
(รู้แจ้งได้โดยใจ) ๒ วิบากที่เป็นอจินไตย(รู้แจ้งไม่ได้ด้วยการคิด)อาตมาไม่ใช่ประเภทคิดไปด้วยโมหะสัมปยุต(ประกอบไปด้วยความหลงความไม่รู้แจ้ง)ว่าเป็นวิบาก ทั้งที่เห็นอยู่ตำตาว่า คนเขาทำผิด เหมือนเราไปรวมตัวกับพันธมิตรเพื่อปกป้องในหลวง เพราะเห็นอยู่ว่ามีคนหมายล้มล้างท่าน เราไม่คิดไปก่อนเป็นเบื้องต้นว่า เป็นวิบากกรรมของท่าน แล้วก็ทิ้งท่านไป แต่เราช่วยท่านก่อน เมื่อทำเต็มที่แล้ว ยังช่วยไม่ได้ ก็วางใจให้วิบากเป็นแพะรับบาป หรือเป็นจำเลยไป

                       ตรงนี้น่าจะเป็นปมหนึ่งที่ป้อมไม่เข้าใจอาตมา เพราะมองมาแต่แรกแล้วว่าเป็นวิบาก ทำไมไม่ยอมรับ โลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ และชนะในความหมายของป้อมคือ อาตมายอมรับ หากไม่เป็นไปตามหลักคิด-บทสรุป-ความยึดของป้อม อาตมาแพ้ ทั้งไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ แต่ป้อมไม่รู้เลยว่า...โจทย์ในใจ ที่อาตมาต่อสู้อยู่ตรงไหน ท่านสมณะโพธิรักษ์กล่าวไล่อาตมาไม่ต่ำกว่าสามครั้ง หลังเปิดเผยความสะดุดใจ(จะเรียกว่าทักท้วงก็ได้ วิจารณ์ก็ได้)ให้ท่านฟังในงานมหาปวารณาต้นปี ๕๕ ป้อมรู้หรือไม่? และนานาสังวาสนั้นเป็นประหนึ่งยอดเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นทะเล ส่วนตีนเขาที่กว้างใหญ่ คืออะไรป้อมก็ไม่รู้ ทั้งเป็นเรื่องยากที่อาตมาจะเอามาเปิดเผย แม้เปิดเผยก็มีโอกาสถูกมองว่าขี้ระแวง หรือคิดไปเองก็ได้... ดั่งหญิงสาวที่มีชายหนุ่มเดินตามหลังในยามค่ำคืน ซึ่งเธอเคยสัมผัสแววตา กรรมกิริยา และฟังคำพูดของเขามาบ้างแล้ว พอจะสรุปได้ว่า เขาปรารถนาในตัวเธอ และมีความเป็นไปได้ที่เขาจะใช้กำลังขืนใจ แต่ความสงสัยเยี่ยงนี้เธอจะเอาหลักฐานจากตรงไหนมาเปิดเผยให้ใครเชื่อได้ง่ายๆ...นัยเดียวกัน เพราะแค่ ๓๔ หน้าแถลงแย้ง คภส. ยังบิดประเด็นไปตั้งมากมาย สรุปว่ามีอีกหลายเรื่องที่ป้อมไม่รู้ ทั้งป้อมยังเป็นแค่แขกของอโศกเท่านั้น ส่วนอาตมาอยู่มา ๒๔ ปี...น้อยหรือ?
                       แม้นั้นป้อมก็กำหนดโจทย์ให้อาตมา กำหนดแพ้ชนะให้อาตมา อยู่ตรงนั้นคือชนะ ออกจากตรงนั้นคือแพ้ โดยป้อมไม่เคยบอกท่านสมณะโพธิรักษ์ หรือคภส ให้หยุดมาเลยแม้ครั้งเดียว ฝากป้อมทบทวนหลักคิดหลักยึดของตนด้วย

 
                       ๒.เหตุผลที่ท่านให้มาไม่เป็นไปตาม..คำสอนของพระพุทธเจ้า
@ เหตุผลที่ท่านให้..ท่านบอกทำมันให้เป็นประโยชน์สูงสุด กับหมู่กลุ่มและตนเอง ในเมื่อท่านเป็นกระบอกเสียงให้กับหมู่กลุ่ม ถ้าหมู่กลุ่มเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านทำ.. ทำไมท่านเหล่านั้นไม่ออกมาแสดงตนร่วมกับท่าน(ได้ยินว่ามีท่านนึงเห็นด้วยกับท่าน แต่กลัวลำบาก เป็นเพศสมณะไม่น่าจะมีคำพูดว่ากลัวลำบาก)

                       ตอบป้อม...โดยจริงมีหลายองค์เห็นด้วยกับอาตมา แต่บทบาทสองหน้าสำหรับผู้ยังติดยึดกับอโศก ติดยึดที่อยู่ ที่กิน หรือคนคุ้นเคย ซึ่งจะมากหรือน้อยก็มีอยู่จริง ในฐานะเป็นนักปฏิบัติธรรมเราเข้าใจกันได้ เพราะคนเราเป็นไปตามอินทรีย์พละของตน อีกอย่างแม้ท่านเหล่านั้นจะเห็นด้วยกับอาตมา แต่ชีวิตของท่านจะอยู่ผาสุกหรือไม่ ฝ่ายบริหารก็มีส่วนสำคัญ ดังนี้จึงมีหลายองค์ คุยกับอาตมาก็วิจารณ์ความไม่ชอบธรรมของฝ่ายบริหาร วิจารณ์ความเสื่อมของอโศก แต่พออยู่ต่อหน้าหมู่กลุ่ม หรือท่านสมณะโพธิรักษ์ ก็เงียบเป็นอมสาก แล้วแต่ท่านสมณะโพธิรักษ์ หรือฝ่ายบริหารจะชี้นำไป ท่านก็ฟังกันไปทั้งที่ใจไม่เชื่อก็มีจริง ไม่เอาด้วย ขอแค่อยู่เป็นพระอันดับ หรือลอยตัวก็มีอยู่เยอะ และคนในสังคมธรรมะ ก็เป็นคนที่มาจากโลกนั่นแหละ คนในโลกหลายคนเห็นบ้านเมืองมีปัญหา ก็บ่นว่ามีปัญหา วิจารณ์ปัญหาในสภากาแฟ ถึงขั้นด่าว่าผู้บริหารบ้านเมืองก็มี แต่มีสักกี่คนที่ออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ?

                       ท่านบอกว่า..การยอมไม่ยาก คนเราทุกวันนี้ที่ไม่สงบเย็นและมีปัญหาไม่รู้จบสิ้นเป็นเพราะไม่ยอมมิใช่หรือ ฉะนั้นท่านจะบอกว่าการยอมไม่ยากได้อย่างไร แล้วถ้าไม่ยากในส่วนตัวท่าน ทำไมท่านไม่ยอมล่ะเจ้าค่ะ

                       ตอบป้อม...ปัญหาในโลกที่ไม่จบไม่สิ้น ไม่ใช่เพราะมีคนไม่ยอม แต่เพราะมีคนก่อปัญหาไม่รู้แล้วไม่รู้เลิกเป็นสำคัญ หากมีคนก่อปัญหา แล้วมีคนยอม คนก่อปัญหาก็ยิ่งกำเริบไปใหญ่ ที่ชนเผ่าแอฟริกาหยัดยืนอยู่ได้ เพราะไม่ยอมให้คนขาวรุกรานไล่ล่าเข่นฆ่าเล่น หรือหากลูกน้องในบริษัทยักยอกทรัพย์สิน หัวหน้าก็ยอม เจ้าของบริษัทก็ยอม คนยักยอกเป็นอย่างไร? บริษัทเป็นอย่างไร? หรือถ้าชายเฒ่าผู้มั่งคั่งจะข่มขืนหญิงสาว หญิงสาวต้องยอมหรือปัญหาจึงจะจบ? ป้อมต้องทบทวนหลักคิดของป้อมแล้ว จริงอยู่ ยอมเป็นเย็นใจในชีวิต... แต่นั่นหมายถึง ยอมเป็น  ยอมให้กับความชอบธรรม ยอมเพราะเห็นอยู่ว่าใจเราอยากเอาชนะคะคานเขา เช่นนี้สมควรยอมเพื่อลดปัญหา ลดอัตตาตัวตน

                       ส่วนในเรื่องที่อาตมาเจอก็ยืนยันอีกว่า ยอมไม่ยาก เพราะการเริ่มต้นใหม่ การออกไปจากอโศก การถูกหมายหัวเหมือนหลายๆคนที่ออกไปแล้วโดน ว่าแพ้ภัยตัวบ้าง อัตตามานะทิฏฐิจัดบ้าง เหล่านี้เป็นอะไรที่ชีวิตต้องหนักเหนื่อยเมื่อยเพิ่ม การอยู่อโศกที่คุ้นเคย การเดินตามหลังผู้ใหญ่ อาศัยมรดกพ่อ กินเดนบารมี เหล่านี้ชีวิตไม่ยุ่งยาก ทั้งวางใจก็ง่าย เพราะหลายท่านบอกว่า ท่านร้อยดาว บ้านหลังนี้ไม่ใช่ของเราคนเดียว อย่าไปติดยึด
(โดยจริงหลักคิดเยี่ยงนั้นมาจากติดยึดอย่างยิ่ง จึงไม่กล้าที่จะติติงทักท้วงในสิ่งที่ควรติติงทักท้วง เพราะกลัวจะไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้)ฉะนั้นยอมไม่ยากจริงๆ แต่ที่อาตมาเลือกยืนหยัดกับเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการใจที่ฝ่อ แหย อ่อนแอ ซูฮกต่อความไม่ชอบธรรมที่ตนเห็นอยู่ และอาตมาก็ได้ใจที่ตนเองเคารพได้ ทั้งมีเพื่อนนักบวชชายหญิงหลายองค์คุยกัยอาตมาอยู่ในทุกวันนี้ แม้ฆราวาสในอโศกก็หลายท่าน เห็นไม่ต่างจากอาตมา เพียงแต่ว่า อาตมาจะลงหลักปักฐานทำงานเป็นประโยชน์ต่อพุทธบริษัท พร้อมความก้าวหน้าในธรรมของตน ให้ท่านเหล่านี้เห็นประจักษ์ได้หรือไม่? หากได้ท่านเหล่านี้ก็จะมั่นใจ จากนั้นนานาสังวาสสาขา ๒-๓-๔ จะตามมา เว้นแต่ว่าแกนนำอโศกจะกลับมาทบทวนตนแล้วปรับแก้อย่างสำคัญ เพราะปัจจุบันนี้อโศกขาลง ไม่อบอุ่น เหมือนร่างกายที่เลือดไหลออก ซูบเซียวเรียวไปเรื่อยๆ... สังเกตุดูดีๆ

                       ท่านยอมได้ ท่านก็จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงเช่นกัน การยอมก็เป็นการลดตัวตน ลดทิฐิมานะ ถ้าเรามีเมตตากรุณากับคนที่อยู่ใกล้ตัวเราได้ คิดตรงข้ามกับเรา การยึดตัวตนของเราก็จะไม่มี เป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าด้วยการชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าจิตบริสุทธิ์แล้ว การยอมก็เป็นเรื่องง่าย แม้คนธรรมดาสามัญก็ได้ชื่อว่าเป็นพระอริยะสงฆ์

                       ตอบป้อม...แนวคิดคำกล่าวของป้อม เริ่มจากไม่รู้ชัดโจทย์ในใจอาตมา ทั้งไม่เข้าใจวิภัชวาทในธรรม(ธรรมสองนัย ซึ่งต่างจากเอกังสวาทในธรรม[อ่านว่า เอ-กัง-สะ-วาทะ]ที่ต้องอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น หรือนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่ เพราะธรรมะนั้นมีรายละเอียด มีชั้นขั้นตอน ดั่งเรื่องยอมที่อธิบายไปบ้างแล้ว แม้เรื่องการทาน การเสียสละก็เช่นกัน เป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่โจรจะเอาคำนี้มาใช้ให้คนจำนนสละทรัพย์สินให้กับตน) ด้วยดังกล่าว ป้อมจึงตั้งเกณฑ์ไปตามนัยยะ(เหมือนจะเป็นเนื้อหา) ตักกะ(หลักเหตุผล) และอาตมาก็คงไม่ดีขึ้นในสายตาป้อมได้ด้วยคำอธิบาย ตราบที่ป้อมยังมีจุดยึดอยู่อย่างนั้น แต่ยืนยันได้ว่า อาตมายืนหยัดที่จะเมตตากับหมู่กลุ่ม และนักบวชผู้ใหญ่ใน คภส หลายเรื่องที่อาตมาไม่ยอม และแถลงแย้ง คนอื่นอาจไม่รู้หรอกว่าผู้ใหญ่ได้อะไร โดนอะไร แต่อาตมาสัมผัสอยู่ เห็นว่าท่านโดน ส่วนจะได้หรือไม่ในวันหน้า...ก็เป็นเรื่องของท่านกันแล้ว และในรอบ ๒๔ ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครทำเช่นที่อาตมาทำ แน่นอนอาตมาทำแรง เพราะไม่ได้ทำกับเด็กชายดูดีหรือเด็กหญิงดูได้ ทั้งทำด้วยเจตนา ด้วยปัญญารู้ และตั้งใจ ด้วยเมตตาปรารถนาดี ส่วนจะบริสุทธิ์จิตหรือไม่ อาตมายังไม่ละเอียดพอที่จะยืนยัน เพราะตนยังไม่ใช่พระอรหันต์
                       เมื่ออาตมายึดในกิจที่ตนประจักษ์อยู่ว่าเป็นกุศล ซึ่งป้อมจับแต่มุมว่า ต้องยอม จึงเป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นนี้ป้อมก็คงเข้าใจอาตมาได้ยาก และป้อมคงลืมไปว่าคำสอนในด้านให้สู้ก็มี ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้สอนไว้ เช่น...ตายเสียในการต่อสู้ ดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้ แน่นอนท่านหมายให้สู้กับกิเลส แต่ย่อมไม่ใช่เพียงกิเลสตนเท่านั้น

 
                       เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับท่าน..ถ้าท่านอธิบายแล้ว..คณะคภส ยังไม่เข้าใจในเจตนาอันดีของท่าน ท่านลองตรองดูตัวตนก่อนดีมั้ย บารมีหรือความดีของท่านที่สะสมมาอาจยังมีไม่มากพอที่จะทำให้คณะคภสและพ่อท่าน เข้าใจสิ่งที่ท่านปรารถนาดีกับพุทธสถานแห่งนี้ได้  และจิตก็จะปล่อยวาง...ได้

                       ตอบป้อม...จิตนั้นปล่อยวางอยู่แล้ว ทั้งไม่ยึดติดกับอโศกด้วย ดังนี้เมื่อเห็นว่าสิ่งใดควรชี้ชวนมาทบทวนกัน ก็พูด แต่พูดแล้ว ไม่ได้หวังว่า เขาจะยอมรับหรือปรับแก้กันในวันนี้พรุ่งนี้ แต่เพียงแค่อาตมาพูด ก็โดนข้อหาแล้ว และบอกป้อมอาตมาไม่ได้ลาออกจากอโศกก่อนเป็นเบื้องต้น คภส ชี้นำเรื่องนานาสังวาส กระทั่งเขาประกาศนานาสังวาสกับอาตมาก่อน กล่าวง่ายๆว่า กลุ่มใหญ่ไล่คนเล็กน้อยออกจากบ้าน ซึ่งประเด็นนี้เขาไม่เอามาพูดกัน เพราะเกรงข้อหาทำเกินกว่าเหตุ และรู้ไว้เถอะสังคมศาสนาก็ไม่ต่างจากสังคมการเมือง บางเรื่องไม่ได้อยู่ที่ใครดีหรือไม่ดี มากบารมีหรือไม่มากบารมี แต่อยู่ที่ความเห็นของใครสนับสนุนยกย่องผู้ใหญ่ หรือผู้นำเป็นสำคัญ หากนักการเมืองหนุ่มมีดี มีบารมี แต่ไม่ยกย่องสนับสนุนหัวหน้าพรรคที่ตนสังกัด...ก็อยู่ยาก
 
                       ป้อมจะไม่พูดถึงวันที่คณะคภส มีเอกสารมาถึงท่าน หลายวันหลังจากนั้น ป้อมพาพ่อไปหาท่าน ก็มีนัยอยู่บ้าง พ่อซึ่งเคร่งศาสนาอิสลามมาก ไม่ไปวัด ไม่เสวนากับพระ วันนั้นป้อมก็พาไปสุเหร่าแล้วก็บอกพ่อว่าขากลับจะพาไปหาพระอาจารย์นะ ก็ตะลึงเหมือนกันที่พ่อไม่ปฏิเสธ ยอมที่จะไป และสิ่งที่ทำให้ป้อมตกใจคือ ภาพของสมณะที่ผอมและดูอิดโรย รู้สึกได้ถึงความหดหู่ สงสาร+เห็นใจ ไม่อยากเห็นภาพนั้นเลย ( ไม่ทราบว่าท่านได้ธรรมะกับเรื่องราวของพ่อบ้างหรือเปล่า )

                       ตอบป้อม...ตนเองไม่รู้หรอกว่าภาพลักษณ์เป็นอย่างไร เพียงมีใจให้ความเป็นกันเอง เป็นมิตร เป็นญาติ กับพ่อของป้อมเต็มที่ แต่ช่วงนั้นเป็นเดือนที่มีกำหนดการขีดเส้นไว้ จึงต้องเร่งมาก เอกสาร ๓๔ หน้าเร่งเขียน เร่งทำส่งเพื่อนสมณะทุกพุทธสถาน เผื่อวันบันทึกเสียงทำ CDMP3 เตรียมย้ายข้อมูล Roidao.com ออกจาก server เดิม และเตรียมเวบไซด์ Puttasawok.com  เตรียมแม้กระทั่งใบสุทธิใหม่ ทั้งต้องตอบปัญหาคนที่รู้ข่าว เพราะบอกป้อมไปแล้วว่า... ท่านสมณะโพธิรักษ์กล่าวไล่ไม่ต่ำกว่าสามครั้ง โดยจริงไฟเขียวให้ คภส. มาแต่ต้น ซ้ำอัดฉีดด้วยคำสอนเรื่องเอาหมู่โดยไม่ดูเหตุต้นผลปลายอีกด้วย
                       อยากจะลดความเชื่อในหลักคิดของป้อมลงบ้างด้วยคำว่า... ป้อมยังรู้จักท่านสมณะโพธิรักษ์น้อยไป แม้พระผู้ใหญ่ในอโศก หรือหมู่กลุ่มอโศกก็เช่นกัน ฉะนั้นป้อมไม่ควรสรุปเพียงว่า หมู่คือธงชัยแห่งความเจริญ หมู่คือความถูกต้อง ที่ใครสิโรราบให้ ลดอัตตา ไม่ยอมให้ ก็มากอัตตา หากหมู่ดีเป็นที่สุด พี่ๆน้องๆอาตมาจะหายไปเยอะหรือ ญาติโยมจะจากไปด้วยใจแบบผีไม่เผาเงาไม่เหยียบเยอะหรือ? แม้อดีตประธานมูลนิธิธรรมสันติบางท่านจะหลุดปากออกมาหรือว่าอโศกของปลอม ซึ่งที่พูดคงไม่ได้หมายถึงองค์รวม และทุกวันนี้คนในก็น้อยลงทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง คนนอกก็ไม่ค่อยจะเข้า ไม่เห็นหรือ

                       ที่ท่านบอกว่า..แม้น้อยนิดก็ไม่เสียดายหรือหวนกลับไปสันติอโศกเลย..ป้อมถามหน่อยนะเจ้าค่ะ ๒๔ ปีที่ท่านได้พักอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ ไม่มีสิ่ง ดี ดี บ้างเลยหรือ ใครล่ะที่กล่อมเกลาจิตวิญญาณ ป้อมไม่เชื่อว่าบุคคลจะดีได้ด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีสิ่งที่มากระทบจะรู้ได้อย่างไรว่าเราดีจริงหรือไม่ อย่างน้อยก็สิ่งแวดล้อม แล้วชีวิตที่เหลืออยู่ของท่านไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณของพุทธสถานแห่งนี้บ้างเลยหรือ..

                       ตอบป้อม... ๒๔ ปี ของความเป็นอนาคาริกะ หรือชีวิตในสังคมศาสนา เอาตักกะแบบบ้านๆ หรือการเข้าไปอาศัยเจ้าขุนมูลนายที่ไหนมาเทียบเคียงไม่ได้ เพราะวิถีมันต่างกัน ต่างกันแม้ระหว่างโยมที่ไปอยู่ในวัด อาศัยข้าวก้นบาตรพระเลี้ยงชีพ กับพระที่บิณฑบาตรเลี้ยงชีพ ดำรงฐานะด้วยธรรมวินัย และ ๒๔ ปี อาตมาเลี้ยงชีพด้วยวัตรปฏิบัติของนักบวช ด้วยเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน ทั้งสมัยที่อยู่ปฐมอโศก ศาลีอโศก ศรีษะอโศก สันติอโศก หรือช่วงสัญจรรอนแรมเป็นพระธุดงค์ก็ตาม เช่นนี้คือความจริงด้านกายขันธ์ แม้ยามป่วยก็ช่วยตัวเองเป็นหลัก มีอุปัฏฐากนอกวัดเป็นรอง ส่วนน้ำใจจากส่วนกลาง ป้อมลองไปคุยเลียบเคียงหาข้อมูลดูว่าเป็นอย่างไร ที่ว่าพึ่งกิน พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้... จริงหรือ?
                       กับด้านจิตวิญญาณ อาตมาเปิดเผยไปแล้วในแถลงแย้ง ๓๔ หน้า ว่าไม่ได้เติบโตโดยท่านสมณะโพธิรักษ์ ด้วยจริตนิยมที่ต่างกัน และการเติบโตในทางศาสนา ไม่ได้อยู่ที่กล่อมเกลาเป็นสำคัญ แต่อยู่ที่เหมาะกับจริตหรือไม่ เหมือนป้อมเป็นภูมิแพ้ แต่มีบางสิ่งจัดสรรให้ป้อมไปอยู่กับหมอที่ถนัดรักษาโรคริดสีดวง แม้หมอจะแจกยารักษาริดสีดวงให้ไปกี่ตู้คอนเทลเลอร์ ก็ไม่ได้ช่วยให้ป้อมหายจากภูมิแพ้ไปได้ นัยเดียวกัน

                       ส่วนที่ป้อมไม่เชื่อว่าบุคคลจะดีได้โดยตน ก็ไม่ผิด เพราะพ่อขี้เหล้า ทำให้ลูกเห็นแล้วสลด ตั้งใจเป็นคนดีก็มีมาแล้ว แม่ขี้เล่น ทำให้ลูกเห็นแล้วสลด ตั้งใจเป็นคนขยันก็มีมาแล้ว คือผัสสะย้อนสภาพบ้าง สนามแม่เหล็กบ้าง เหล่านี้ก็มีส่วนทำให้คนดีขึ้น หากเช่นนี้อาตมาก็ได้มาบ้าง และถ้าหากเช่นนี้อาตมาก็ได้ให้ไปบ้างแล้วไม่น้อยเช่นกัน ที่สำคัญป้อมเคยฟังอาตมาก็ทบทวนดูว่า อาตมามีความเป็นปัจเจก
(รู้เองเข้าใจเองเป็นเอง)อยู่ในตัวขนาดไหน ต่างจากอโศกหรือไม่ แล้วมีกี่เรื่องที่อาตมาหยิบจับจากท่านสมณะโพธิรักษ์ หรือจากสมณะรุ่นพี่มาขยายต่อ

                       โดยจริงในความเป็นปัจเจกนั้น...หากป้อมทบทวนจากที่เคยฟังอาตมา จะรู้ได้ว่า อาตมามีอยู่ และเคยกล่าวสู่ฟังผ่านบทกวีที่ว่า
วัฎฎะอันยาวไกล สรณะใดเที่ยงแท้ สรรพสิ่งปรวนแปร สัจจธรรมแท้ไร้ตน ปัญญาญานกูแล สิเที่ยงแท้ทุกแห่งหน สั่งสมบ่มกมล หวังพึ่งตนด้วยตัวกู หากพึ่งในปราชญ์ชน ต่ำต้อยตนสยบอยู่ ใครเล่าไม่เอ็นดู ผู้ยอมอยู่ใต้ฝ่าตีน แต่อัปยศอดสู หากใฝ่รู้กูหมดสิ้น พุทธธาตุกูพังภินท์ จรัสจินต์กูโดนจำ กูก็หนึ่งเด็ดเดี่ยวในแดนดิน สละสิ้นความมีทุกสิ่งส่ำ มาแผ้วถางเส้นทางสัจจธรรม กูจะนำตัวกูด้วยกูเอง... จริงอยู่มันเป็นอหังการแห่งอัตตา แต่บอกชัดว่า ตัวใน...อยู่ในช่วงเปลี่ยนปรับขยับภูมิ จากสาวกภูมิ ขึ้นสู่ ปัจเจกภูมิ
                       ฉะนั้นที่ป้อมกล่าวซะหนักว่า
ท่านไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณของพุทธสถานแห่งนี้บ้างเลยหรือ ก็บอกป้อมว่า ที่ผ่านมาอาตมาทำคุณอยู่ทุกวันในสันติอโศก และมั่นใจว่าให้มากกว่ารับหลายเท่า ทั้งคิดจะทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อขยายมวลให้อโศกก็อีกหลายเรื่อง แต่อโศกไม่เน้นอนุโมทนา เน้นแต่ต้องฟังอาตมา(พระผู้ใหญ่) ไปถามท่านสมณะที่ป้อมสนิทดูก็ได้
 
                       ก่อนหน้านี้ป้อมเคยหวังว่าท่านจะกลับมา ถ้าท่านกลับมานั่นหมายถึงท่านบรรลุธรรมขั้นสูง และสิ่งที่ท่านปรารถนาที่จะหลุดพ้น ( ตรงนี้ไม่ใช่ความคิดเห็นของป้อมคนเดี่ยว หลายชีวิตที่คิดแบบนี้ไม่เว้นแม้สมณะ )  ยังแอบคิดว่าถ้าสิ่งที่หวังเป็นจริงจะยอมออกจากงานเพื่อมาเป็นข้ารับใช้ในสังคมพุทธศาสนาตลอดชีวิตที่เหลืออยู่.

                       ตอบป้อม...ที่อธิบายไปแล้ว ชี้เหตุของการตั้งโจทย์-การสรุปที่ไม่รอบ ของป้อมหมดแล้ว และป้อมลองไปถามท่านสมณะดูว่า มีมั้ยองค์ที่บรรลุธรรมชั้นสูง แม้อยู่มาสามสิบเกือบสี่สิบปี ในอโศกมีหลักคิดที่พากันย้ำว่าพวกเราเท่านั้นดี ที่อื่นไม่มีดีอยู่โดยมาก และสองสามวันก่อนหน้านี้ ก็มีการประกาศว่าหมู่กลุ่มอโศกมีอนาคามีไม่น้อย โดยพูดผ่าน FMTV ด้วย ซึ่งเรื่องเช่นนี้นอกจากปั่นเรตติ้งแล้ว แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรกับผู้ฟังเลย เคยบอกแล้ว ผู้ถึงผล จะเน้นประกาศมรรค เพราะยิ่งประกาศมรรคได้ละเอียด คนก็เข้ายิ่งเข้าถึงผลได้ง่ายขึ้น มากขึ้น ที่สำคัญการประกาศรับรองกันปานนั้น นัยหนึ่งก็เป็นการขังคนหลงคำรับรองเอาไว้ เพราะอยู่หมู่กลุ่มนี้ ได้เป็นพระอนาคามี แต่ไปอยู่หมู่กลุ่มอื่น หากเขาไม่รับรอง ฉันก็ไม่ได้เป็นพระอริยะ

                       หากเราเปิดหูเปิดตา จะเห็นว่าสังคมพุทธที่ดียังมีอีกหลายที่ โดยดีตามควรแก่ภูมิของคนซึ่งต่างกันไป และการบรรลุธรรมขั้นสูงสำหรับอาตมา ไม่ได้อยู่ที่กลับไปหาอโศก เพราะไม่ได้ออกมาด้วยอัตตาว่าข้าแน่ อวดเก่ง อยากใหญ่ อยากทำอะไรตามใจตนเอง...ไม่ใช่จริงๆ บอกป้อมก็ได้...แม้อาตมาจะรู้ว่าท่านสมณะโพธิรักษ์ท่านไล่ รู้ว่า คภส ทำหน้าที่โดยไม่ชอบธรรม กระนั้นก็อยู่ดูท่าทีของ คภส ถึงที่สุด ไม่ด่วนตัดสินเอาตัวเองออกจากอโศกด้วยใจวู่วามรุ่มร้อน..ไม่ใช่จริงๆ แม้ในวันที่ ๒๐ ก.พ. ๕๕ ที่ คภส เรียกอาตมาไปฟังการยืนยันมติเดิม แล้วถามว่า จะเอาอย่างไร อาตมายังบอกขอเวลาอีกสองวันจะให้คำตอบ แต่ คภส รอไม่ได้ แม้เพื่อนสมณะบางท่านจะขอให้ไปพิจารณาเรื่องนี้ที่งานพุทธาภิเษกในอีกไม่กี่วัน  เพราะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น่าจะอาศัยสมณะชาวอโศกโดยมาก คภส ก็ไม่ยอม จะต้องพิจารณาในวันนั้นตอนนั้นให้ได้ ซึ่งเขาก็ทำจนได้ แล้วมาแจ้งประกาศนานาสังวาสกับอาตมา เช่นนี้ใครกันแน่ที่ตัดสินด้วยกิเลส ด้วยความรุ่มร้อน ที่จะต้องลดละ ฉะนั้นที่ป้อมพูด
ถ้าท่านกลับมานั่นหมายถึงท่านบรรลุธรรมขั้นสูง ทบทวนเถอะป้อมข้อมูลละเอียดพอจะพูดคำนี้แล้วหรือ และจะถูกกว่ามั้ยหากใครสักคนไปบอก คภส ว่ากลับใจมาใช้เมตตาธรรมนำหน้ากันเถอะ พวกท่านจะได้บรรลุธรรมขั้นสูง?

                       อย่ากล่าวไปถึงบรรลุธรรมขั้นสูงเลย...เอาแค่ความดีธรรมดาสมฐานะกันก่อน ป้อมก็รู้มิใช่หรือว่า พ่อแม่ ๑ ครูอาจารย์ ๑ เจ้านาย ๑ และเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอีก ๑ สี่ฐานะนี้ จะทำการใดๆโดยคำนึงถึงเพียง สิทธิ อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึง สุทธิ เป็นสำคัญด้วย เพราะอัตตาบ้าอำนาจมันมักแอบอ้าง สิทธิ แต่ความควรแก่ฐานะ ความเหมาะสมด้วยคุณธรรม อยู่ที่ สุทธิ หรือความบริสุทธิ์ใจ ความเป็นผู้ใหญ่ ความเมตตา ที่พึงมี เช่นที่พระพุทธองค์ตรัสว่า บิดามารดา เป็นพรหมของบุตร หมายความว่า แม้บุตรจะเป็นอย่างไร พ่อแม่ก็ต้องใส่ใจ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง สะอาดบริสุทธิ์สมควรแก่ฐานะ ควรแก่สักการะบูชาจริงๆ ในฐานะครูอาจารย์ เจ้านาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ก็เช่นเดียวกัน

                       ไม่รู้ว่าตอนนี้ป้อมคิดจะเข้าไปอยู่ในแวดวงวัดหรือไม่? ไม่ห้ามนะ แต่อยากให้ป้อมไปหาข้อมูลเรื่องเหมือนพร ล่าสุดที่โดนกล่าวหาในที่ประชุมชุมชนโดยเจ้าตัวไม่ได้อยู่ด้วย หรือไปคุยกับท่านสมณะ...
(ขอบอกนอกรอบ)ก่อนว่า เรื่องพึ่งกิน พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย ที่กล่าวไว้สวยหรูนั้น แท้แล้วเป็นอย่างไร และกรณีการสึกไปของท่านไม้ป่าเร็วๆนี้ด้วย เรื่องเช่นนี้ไม่อยากพูดกับป้อมมาก เพราะหากกำลังอินกับอโศกอยู่ ก็จะว่าขวางทางบุญ หรือหาพวกให้กับตัว... ซึ่งไม่งาม

                       ชื่อใหม่ของท่านความหมายดีมาก.. พุทธสาวกหมายถึงเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าใช่มั้ย เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า..กฎแห่งกรรมคือความยุติธรรม ถ้าความยุติธรรมแบบ มนุษย์โลก ไม่มีบรรทัดฐาน มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเองว่า อย่างนี้ถูกต้อง อย่างนั้นไม่ถูกต้อง  กราบวิงวอน...เจ้าค่ะ

                       ตอบป้อม...ที่เลือกชื่อ พุทธสาวก เพราะเห็นว่าตรงตัวตรงใจ ทั้งมีนัยที่อาตมาหมายบอกระดับพี่ๆนักบวช ทั้งท่านสมณะโพธิรักษ์อยู่กลายๆ โดยบอกไปตั้งแต่ปี ๕๓ ว่า เพราะกายใจมอบแล้วแด่พระศาสนา และเคารพพระพุทธองค์เป็นศาสดา ข้าพเจ้าจึงมีนามว่า พุทธสาวก คือใครที่ไม่ใช่ศาสดา อาตมาก็เห็นว่าไม่ควรวางตนเยี่ยงศาสดา หรือวางตนเป็นบรรทัดฐานชี้วัดถูกผิดไปหมด หรือใครจะไปเอามาใช้อ้างเป็นบรรทัดฐานกำหนดถูกผิดไปหมดก็ไม่ควรเช่นกัน นั่นแหละที่มาแห่งชื่อ และอาตมาเป็นเช่นชื่อ คือ พุทธสาวก

                       ส่วนกฏแห่งกรรม ยุติธรรมจริงๆ หากเราเข้าใจเรื่องกรรมที่เป็นปัจจัตตัง ซึ่งก็จะกระจ่างเรื่องวิบากกรรมที่เป็นปัจจัตตังด้วย และธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้า หากแท้แล้วก็เป็นปัจจัตตัง ไม่ใช่เรื่องคิดไปด้วยใจเดา จับต้องไม่ได้ และกับสำนวนนี้ ความยุติธรรมแบบมนุษย์โลก ไม่มีบรรทัดฐาน    มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาเองว่า อย่างนี้ถูกต้อง อย่างนั้นไม่ถูกต้อง บอกตามตรงว่า ป้อมยังหลงผิดอยู่ เพราะฟังมาสองครั้งแล้ว โดยจริงความยุติธรรมมี ศาลสถิตยุติธรรมก็มี บรรทัดฐานก็มี... จริงอยู่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมาว่าอย่างไหนถูก อย่างไหนไม่ถูก ซึ่งเหล่านี้ไม่ใช่นึกคิดจะบัญญัติก็บัญญัติ แต่เป็นผลที่ตกผลึกจากประสบการณ์ว่า มนุษย์เราทำอย่างไรสังคมเดือดร้อน อยู่ไม่ผาสุก ทำอย่างไรสังคมอยู่เย็น ไม่เป็นทุกข์ จากนั้นก็ตราเป็นกฏหมายบ้านเมือง และประกาศให้รับรู้ ให้เป็นบรรทัดฐานในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งมีแล้วเป็นสมมุติสัจจะ เหมือนการบัญญัติธรรมวินัยของพระพุทธองค์เช่นกัน แต่คนเลวต่างหากที่ไม่เอาบรรทัดฐานบ้านเมือง พระเลวต่างหากที่ไม่เอาบรรทัดฐานธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า จะเอาแต่ใจตัว ลำเอียงเข้าข้างตัว

                       การอ้างว่ากฏหมายก็ตาม ธรรมวินัยก็ตาม อุปโลกน์กันขึ้นมาเอง บัญญัติกันขึ้นมาเอง นั่นไม่ผิด แต่จะไม่เอาไม่ได้ เพราะเป็นสัญญาประชาคมในการอยู่ร่วม เป็นวัฒนธรรมที่สังคมมนุษย์ต้องมี ต้องเคารพในหลักการที่ดีเหล่านี้ ฉะนั้นความยุติธรรมแบบมนุษย์โลกนั้น มีบรรทัดฐาน แต่คนเลวต่างหากที่ไม่เคารพในบรรทัดฐานนั้น เราต้องเป็นคนหนึ่งที่ให้ค่าความยุติธรรม และไม่ยอมให้คนก้าวล่วง หรือกระทำใดๆด้วยอยุติธรรม เพราะนั่นจะทำให้เกิดรอยทางที่ไม่ดี และเป็นไปเพื่อสังคมเดือดร้อน ซึ่งเช่นนี้แหละเป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการกำหนดกฏแห่งกรรมที่ดีในสังคมมนุษย์ เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัส นิคคณฺเห นิคคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ แปลว่า พึงชมคนที่ควรชม พึงข่มคนที่ควรข่ม หรือพึงสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ พึงติเตียนคนที่ควรติเตียน ฉะนั้น

                       ที่ตอบมาทั้งหมดนี้ หากป้อมเข้าใจได้จริงๆก็โมทนาด้วยเป็นอย่างยิ่ง หากไม่เข้าใจก็อาจจะหมดปัญญาอธิบายแล้ว และบุญสัมพันธ์คงหมดกันจริงๆก็เป็นได้ เพราะตอนนี้มีงานอธิบายความจริงฝั่งอาตมา หลังจาก คภส เขากล่าวแล้วในงานพุทธาภิเษกที่ไพศาลี ทั้ง Rerun ผ่าน FMTV อยู่หลายรอบ ล่าสุดทราบว่า มีการถอดเสียงมาลงหนังสือสารอโศกด้วย ซึ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานชัดว่า คภส ไม่หยุดตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งยังไม่หยุดอยู่ในบัดนี้ ฉะนั้นให้อาตมาอธิบายความจริงบ้าง ก็ย่อมเป็นการสมควรแล้วมิใช่หรือ? และเมื่ออาตมาไม่มี TV ไม่มีโรงพิมพ์ การเปิดเผยความจริงฝั่งอาตมาทั้งหมดผ่านเวบไซด์ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ? โปรดติดตามก็แล้วกัน "รากเหง้า เค้าเงื่อน นานาสังวาส ความจริง ความเท็จ ที่กำหนดทิศทางอโศก"... เร็วๆนี้ โมทนา

                       หลวงปู่พุทธสาวก ปัญญาวุฑโฒ ๗ พ.ค. ๕๕

 

                                                          

 

 

 
    แจ้งทุกเรื่องกลับมาได้ที่ gongnunjariyatham@hotmail.com