เส้นทางความคิด ส.ร้อยดาว
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
                                      ประเด็นคำถาม จาก K- A Utai      
     


               
กระผมเป็นฆารวาสครับ ส่วนใหญ่เข้าไปศึกษาธรรมะจากเวบพระอาจารย์ร้อยดาวเป็นประจำ กระผมมีปัญหาเรื่องธรรมะ ไม่มั่นใจว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า อยากขอคำปรึกษาพระอาจารย์
                ตอนนี้กระผมรู้สึกทุกข์ใจจากความกลัว กลัวเพื่อนร่วมธุรกิจจะโกงเงิน ซึ่งเขาทำมาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าเขาทำอีก คราวนี้กระผมไม่เจริญขึ้นแน่จึงอยากจะถามพระอาจารย์ว่า กระผมเป็นทุกข์เพราะความกลัวใช่หรือไม่ หรือคิดไปเอง ถือว่าเป็นอุปาทานหรือไม่ และเป็นโมหะหรือเปล่าที่ยังร่วมงานกันอยู่ เพราะถ้าร่วมกันแล้วบริษัทจะเจริญได้ครับ กระผมควรทำอย่างไรดีระหว่างป้องกันไว้ก่อน (ความสุขคงจะลดลง ความตึงเครียดในบริษัทเพิ่มขึ้น) กับอย่ากลัวเลย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม มีธรรมะหัวข้อใดควรไปศึกษาเพิ่มเติมบ้างครับ
              กระผมจะมีวิธีพิจารณาหรือรู้ได้อย่างไรครับว่า ขณะเผชิญเหตุการณ์ หรือขณะจะตัดสินใจ กระผมได้เห็นอะไรตามจริง ดังคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วครับ กระผมมีปัญหาส่วนใหญ่คือ โทสะ แต่จริงๆแล้วก็ไม่มั่นใจว่าเป็นโทสะหรือเปล่า เช่นต้องตัดสินใจบางอย่างเพื่อบริษัทแต่มีคนต้องเสียหน้า หรือต้องพูดบางอย่าง โดยไม่สามารถเก็บไว้ หรือปล่อยไว้ แล้วทำให้ผู้ฟังเสียใจ (ผู้ฟังไม่ได้ศึกษาธรรมะ) ท่านพระอาจารย์มีธรรมะ วลีดีดี หรือบทเรียนสอนใจที่นึกขึ้นแล้ว หยุดโทสะได้อย่างเด็ดขาดไหมครับ
                กระผมขอขอบพระคุณอย่างสูง สำหรับแสงสว่างในการดำเนินชีวิตที่พระอาจารย์มอบให้ครับ
                                                                                                                                ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

                                ตอบคำถาม K-A Utai
                จริง...ที่คุณเป็นทุกข์นั้นเพราะคุณกลัว และกลัวนั้นเพราะคุณคิดไปด้วยอำนาจสัญญาอุปาทาน จากเหตุการณ์เก่าก่อนที่เคยโดนโกง และการร่วมงานกันกับเพื่อนเช่นว่านั้น ก็เป็นโมหะด้วย คือคุณเล็งเห็นความเจริญอันพึงได้ โดยหละหลวมในการคำณวนถึงหายนะอันอาจเกิดมี จากจริตนิสัยไม่ดี ที่เขาเคยสำแดงมา หรือแม้แต่วิตกกังวลที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ไว้วางใจได้สนิท
                ส่วนควรทำอย่างไร
                เบื้องต้นให้รู้ก่อนว่า ทุกข์ใจเป็นเรื่องหนึ่ง ปัญหาในการทำธุรกิจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ น่าจะเป็น 1 อย่างไรไม่ทุกข์ใจ 2 อย่างไรธุรกิจดำเนินไปเจริญ
                เริ่มที่การไม่ทุกข์ใจก่อน
                ใจคุณทุกข์เพราะกลัว กลัวเพราะคุณคิดไปด้วยอำนาจสัญญาอุปาทาน จากเหตุการณ์โดนโกง และสัญญาอุปาทานนี้ บวกด้วยสำคัญว่าเที่ยงในกรรมคน นี้เป็นความเห็นผิด โดยจริงคนเรานั้นเปลี่ยนได้ และมีอยู่จริง ที่คนบางเหล่าต้นคดปลายตรง บางเหล่าต้นตรงปลายคด บางเหล่าต้นคดปลายคด บางเหล่าต้นตรงปลายตรง ซึ่งตราบใดที่ "ปลาย" ยังเดินทางมาไม่ถึง คุณไม่อาจรู้ความจริงตามเป็นจริงได้ว่า เพื่อนร่วมธุรกิจของคุณ เป็นประเภทไหน สรุปว่าที่คุณทุกข์ขณะนี้ มาจากจิตสำคัญว่าเที่ยง ด่วนสรุป แล้วคิดมาก เป็นกังวล จงกลับมารู้เหตุแห่งทุกข์ของตนดังกล่าวมา แล้วปล่อยวางจิตด่วนสรุปทั้งที่ "ปลาย" ยังเดินทางมาไม่ถึงออกเสีย หากไม่รู้ว่าทำอย่างไร ให้ถามตน นี้เราทุกข์กับความคิดใช่มั้ย(ความคิดไม่ใช่ความจริง) ทุกข์เพราะกังวลใช่มั้ย(กังวลใจ ไม่ใช่เหตุการณ์จริงเป็นการเดา) และทั้งคิดทั้งกังวล มันเป็นมายาที่ตนสร้างขึ้นมา ด้วยความติดยึดในความเจริญทางธุรกิจใช่มั้ย...เราบ้าไปหรือเปล่า? เพราะมันเป็นเรื่องเกิดในหัวตัวเองแท้ๆ ไม่ใช่เรื่องจริงเลย หากความเป็นจริงมันจะเลวร้าย คือเพื่อนร่วมธุรกิจเป็นประเภทก่อนหน้านี้ก็คด ปลายก็ยังคดอีก ไปทุกข์ตอนเดียวเสร็จในกาลนั้นก็ไม่สายเกินไป (การเป็นทุกข์ไม่มีสายเกินไป ไม่ทุกข์ใจเลยยิ่งดีที่สุด)
                หากคุณปรารถนาพ้นทุกข์ ให้ปฏิบัติตามนี้ก่อน แล้วคุณจะรู้ พ้นทุกข์เป็นเรื่องหนึ่ง ปัญหามีเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้พ้นทุกข์ในโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาก็ยังมีปัญหาได้อีก แต่ท่านไม่เป็นทุกข์กับปัญหา
                อย่างไรธุระกิจดำเนินไปเจริญ
                หากคุณวางใจได้ระดับหนึ่งจากการปฏิบัติดังกล่าวแล้ว มุมมองคุณจะเปลี่ยน เมตตาและสัมพันธ์อันดีกระทั่งรังสีแห่งมิตรก็เกิดง่ายขึ้น แต่เมตตาหรือวางใจได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ทื่อ กระทั่งไม่รู้ว่า แม้คนจะไม่เที่ยง เปลี่ยนได้ แต่ก็ไม่ใช่ง่ายที่คนไม่ตั้งใจดี จะหนีวังวนกรรมชั่วพ้น ฉะนั้นก็อาจเป็นได้ที่เพื่อนจะย้อนรอยกรรมเก่าของเขาอีก (กับข้อนี้ให้ทำความเข้าใจด้วยปัญญา อย่าไปอินกระทั่งกลายเป็นวิตกจริตซับอยู่ในจิต) ดังนั้นเพื่อไม่ประมาท เราจะช่วยเพื่อนด้วยการพยายาม "วางระบบ วางตำแหน่ง " ดูแลกันภายใน ทั้งเรื่องการรับงาน การเบิกงบจ่าย และทุกเรื่องที่จะเป็นช่องทางทุจริต เหมือนบ้านทาวเฮ้าท์ ที่ฝั่งนี้ก็ช่วยดูแลฝั่งนั้น ฝั่งนั้นก็ช่วยดูแลฝั่งนี้ โจรจะเข้าก็ยาก อะไรทำนองนั้น นี้เป็นสิ่งที่คุณทำได้ และหากทำด้วยปรารถนาดี ปรารถนาป้องกันทุกเพื่อนร่วมงาน ให้พ้นพลาดท่ากิเลสโลภะ ...คุณจะสบายใจ เพราะสภาวะภายในตนปรากฏชัดว่า คุณทำเพื่อคนอื่น ไม่ได้ทำเพื่อสนองกิเลสความกลัวของตัวเอง เช่นนี้ ความเสี่ยงเรื่องทุจริตในวงงานก็ลดลงได้ ยิ่งแนวทางที่จะทำนี้เป็นที่เห็นด้วยของเพื่อนร่วมงาน มีเพื่อนร่วมงานช่วยผลักดัน เช่นนี้ ไม่เพียงไม่เครียดในที่ทำงานเท่านั้น ยังเป็นไปเพื่อสามัคคี เพื่อความรู้สึกดีๆ (ฉันก็มีความสำคัญ) ในที่ทำงานด้วย
                หากทำใจให้วางกังวลได้แล้ว วางระบบที่ดีให้ธุรกิจแล้ว กระนั้นเหตุการณ์ร้ายยังมา ปัญญาที่คุณได้จากทุกการกระทำที่แนะนำไป จะเป็นที่พึ่งของคุณเอง...
                กับการรู้ตามจริง ไม่ต้องทำอะไรขึ้นเป็นพิเศษ ไม่ต้องพิจารณาอะไร เพียงมีสติสุขุม มีใจไม่ควบคุมเคร่งครัด แต่รู้จิตเห็นใจเป็นไปอยู่ ตามธรรมชาติธาตุแท้ของใจ เมื่อเห็นสิ่งใด เห็นสิ่งนั้น ฟังเสียงใด รู้เสียงนั้น...โดยปราศจากการปรุงแต่งทางใจ นั่นแหละรู้ตามจริง เพื่อการรู้ตามจริง แนะนำให้เจริญสติ ในปัจจุบันขณะให้ได้เสมอๆ โดยรู้ก่อนว่า การเจริญสติเป็นงานที่เบา ผ่อนคลาย สบาย โปร่ง หากผิดจากนี้ การเจริญสติไม่บริสุทธิ์แล้ว ถูกผสมด้วยสังขารตามความเชื่อความเห็นแล้ว สติ นั้นเป็นเหมือนแสงตะวัน สว่างไสว เบาใส ไร้เเสียง กล่าวง่ายๆว่า รู้ตนรู้ใจรู้ความเป็นไป รู้สิ่งกระทบพบเจออย่างผ่อนคลายสบายเบา และในปัจจุบันด้วย บอกก่อนว่า ปัจจุบันนั้น มาไวไปเร็ว ปัจจุบันนั้นสั้นแคบ หากจิตอาลัยในอดีตแม้น้อย เพ้ออนาคตแม้นิด คุณก็ตกจากการปฏิบัติธรรมตามนัยยะนี้ พระพุทธองค์ท่านสอนเราว่า บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่ถึง ก็บุคคลใดเห็นแจ้งธรรมปัจจุบันไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลนในธรรมนั้นๆได้ บุคคลพึงเจริญธรรมนั้นเนืองๆ ให้ปรุโปร่งเถิด ภัทเทกรัตตสูตร (พระไตรปิฎก ๑๔/๕๒๗)
                รู้ตามจริงนี้... ดี แต่ดีที่เป็นเบื้องต้นสำหรับผู้ศึกษาธรรม ควรเป็น รู้ตามใจ ณ ปัจจุบันนี้ ตนตามใจตนเอง(กิเลส)ในเรื่องเสื่อมเสียใดบ้าง ยังเสพสิ่งเสพติดมัวเมา เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น เล่นการพนัน สังสรรกับคนชั่ว ปล่อยตัวเกียจคร้านหรือไม่ ยังมักมากในกิน ในกามคุณ กามเมถุนหรือไม่ กล่าวง่ายๆว่า ถือศิล ๕ ลดละความมัวเมา ความฟุ้งเฟ้อก่อน ตรงนี้จะเป็นบาทฐานให้จิตมีกำลัง และทำให้การเจริญสติง่ายขึ้น การอยู่ในปัจจุบันง่ายขึ้น แม้การระงับโทสะ ก็ง่ายตามไปด้วย
                กับการแก้โทสะ คาถาดีวลีเด็ดมีมาก แต่ทั้งมวลล้วนเป็นยาชา หากจะแก้ปัญหาแบบแก้แล้วจบ ต้องละวางความพุ่งเพ่งให้สมใจตน เพราะสภาวะนี้เป็นสภาวะหลักที่นำไปสู่โทสะ อ่านใจตนว่าพุ่งเพ่งให้สมใจตนอยู่มากแค่ไหน อะไรบ้าง แล้วถอนออก บอกตนใครจะได้สมใจไปหมด ตรงนี้เป็นการกำจัดเหตุโทสะ หากยากไป หัดรู้โทษภัย เมื่อโทสะภาวะเกิดขึ้น มีสติรู้ เห็นทุกข์ในอารมณ์ อ่านความเสื่อมเสียที่ตามมา ทำไปเรื่อยๆ ใจจะไม่น้อมไปในโทสะ โดยจริงมีอุบายอีกมาก หาฟังได้ที่เวบ Roidao.com หากไม่เจอที่ถูกใจ สอบถามไปที่กองหนุนจริยธรรมบอกเจ้าหน้าที่ว่ามีเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการละโทสะหรือไม่
                การศึกษาธัมมะ หรือการละกิเลส นั้นมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องเยอะมาก หากจะอธิบายกันละเอียดจริงๆ ควรผ่านการคุย ที่เขียนตอบนี้เพียงหัวข้อหลักๆ หากศึกษาธรรม มาบ้างก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่หากไม่ค่อยเข้าใจ แนะนำให้ศึกษาธัมมะเพิ่มเติมไปก่อน
               
                                                ปรารถนาดี จาก ส.ร้อยดาว ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

                                      ประเด็นคำถาม จาก K- A Utai
                ขอขอบพระคุณท่านพระอาจารย์ครับ สำหรับแนวทางปฏิบัติและคำสั่งสอนในการแก้ปัญหาครั้งก่อน กระผมนำไปปฏิบัติแล้ว และยิ่งอ่านทวนหลายรอบยิ่งได้ความหมายที่ลึกซึ้งเพิ่มขึ้นมากครับ
                จดหมายนี้กระผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนมาถามดีหรือไม่ แต่ก็มาคิคว่าโอกาศที่จะพบพระผู้รู้ ที่มีความเมตตาอุทิศเวลามาตอบปัญหาของคนที่เบาปัญญาอย่างกระผมมีไม่บ่อยนัก และคิดว่าถ้า อายครูก็ไม่รู้วิชา จึงตัดสินใจที่จะขอคำปรึกษาครับ
                เนื่องด้วยกระผมศึกษาธรรมะสักระยะหนึ่งแล้ว รู้สึก...ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรต่อดี ศึกษาด้านใด เน้นไปทางไหน เนื่องด้วยรายละเอียดของพระพุทธศาสนานั้น มีทั้งกว้างขวาง ลึกซึ้ง ซับซ้อน วิจิตรพิสดาร จนกระผมไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือไม่ เข้าใจถูกต้องหรือไม่? หลังจากศึกษาและลองปฏิบัติข้อธรรมบางข้อดู ก็รู้สึกจิตใจดีขึ้น เข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น เริ่มปล่อยวางบางอย่างได้ เริ่มรักษาศีลบางข้อได้อย่างเคร่งครัด โดยไม่เกิดความเครียดอย่างแต่ก่อน คือเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในดีขึ้นมากครับ แต่ก็มีข้อความที่บอกว่า "เมื่อพบพุทธศาสนาแล้วก็ควรที่จะมี ความเพียรพยายาม ที่จะไปสู่หนทางพ้นทุกข์"
                กระผมมีความอ่อนด้อยเรื่องวิปัสนามากครับ ทำให้ปัญญาไม่พัฒนา เนื่องจากไม่ตรงกับจริตเลย เพราะปกติเป็นคนไม่นิ่ง และทำจิตให้จดจ่อไม่เป็นครับ และยังงงๆว่าปัญญาจะมาอย่างไรครับ แต่เมื่อมาคิดโดยละเอียดแล้ว กระผมก็มีเรื่องกังขาในเรื่องชาติหน้า ชาติที่ผ่านมา ตายแล้วเกิดใหม่ ครับ ทำให้ศรัทธาที่จะนำไปสู่ความพยายามไม่กล้าแข็ง ทั้งที่รู้ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น(แต่กระผมมีความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม อาจเป็นเพราะมีผลทางใจในทันทีครับ จึงเชื่อว่ากฏแห่งกรรมมีจริงแน่นอนครับ) แต่ต้องเชื่อว่ามีชาติหน้าก่อนจึงจะโยงไปว่ากรรมข้ามไปมีผลกับอีกชาติได้ บางข้อความก็บอกว่า กรรมเยอะ บุญไม่พอ ปัญญาไม่มี ขาดความสามารถที่จะเข้าถึงแก่นพระธรรม หรือไม่ก็เพียรไม่พอ ปฏิบัติไม่ถูกทาง ไม่ถึงระดับพอที่จะเห็นมรรคผลได้ บางข้อความก็บอกว่า ต้องมีปัญญาที่สูงกว่า ปัญญาระดับโลกถึงจะแจ้งเรื่องชาติที่ผ่านมากับชาติหน้าได้
                เข้าใจว่ากระผมนำข้อธรรมของพระพุทธเจ้าที่แสดงในที่ต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระ มารวมกันแล้วเอาความหมายที่แปลตรงๆมาทำความเข้าใจเอง ทำให้เข้าใจบิดเบือนจากจุดมุ่งหมายจริงไป ทำให้ปัจจุบัน ได้แค่รู้แนวทาง แต่ดวงตายังไม่เห็นธรรมครับ จึงอยากขอคำชี้แนะจากท่านพระอาจารย์ว่า กระผมควรจะทำอย่างไรต่อดีครับ
                                                                                                                               ๒ มีนาคม ๒๕๕๑

                                ตอบคำถาม K-A Utai
                ในคำถามมีคำตอบ เป็นคำตอบที่มาถูกทางแล้ว เพียงแต่คุณสับสนและร้อนรนเกินไปนิด คุณบอกว่า หลังจากศึกษาและลองปฏิบัติธรรมบางข้อ รู้สึกจิตดีขึ้น เข้าใจสิ่งต่างๆมากขึ้น ปล่อยวางบางอย่างได้ และมีศีลเคร่งอย่างผ่อนคลาย คุณไม่ได้บอกมาว่าเจริญธรรมข้อไหน แต่จะเป็นข้อไหน หากส่งผลอย่างที่กล่าวมา ก็เจริญธรรมข้อนั้นให้ปรุโปร่งเถิด เพราะทุกธรรมเมื่อศึกษาต่อเนื่องลึกซึ้งแล้ว จะเป็นเหมือนตีนภู แม้อยู่ด้านใด อย่างไรก็มุ่งไปสู่ยอดภูนั่นเอง

                กับเรื่องวิปัสสนา เข้าใจก่อนว่าไม่ใช่เรื่องของคนนั่งนิ่ง หรือมีชีวิตนิ่งเนี้ยบเงียบงัน ไม่ใช่ และไม่ได้หมายถึงการส่งใจไปจดจ่อ กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่ากสิณก็ไม่ใช่ วิปัสสนาแปลว่า เห็นแจ้ง พระพุทธองค์หมายเอาเห็นแจ้งทุกข์ เหตุทุกข์ ความดับทุกข์ ทางดำเนินสู่การดับทุกข์ ซึ่งสามารถเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ที่กายที่ใจเป็นสำคัญ เมื่อใดเกิดโทสะ โลภะ ราคะ มานะ อัตตา เหล่านี้เป็นความเกิด(ชาติ) เป็นสภาวะทุกข์ หากเห็นด้วยใจมีสติบ่อยเข้า เราจะเห็นเหตุ หรือต้นทางโทสะ โลภะ ราคะ นั่นเรียกว่าเห็นสมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) และทุกข์จะดับก็ดับที่เหตุ การดับเหตุอย่างลึกซึ้งถ้วนรอบ พระพุทธองค์ท่านสอนให้เรา ปรับแก้การคิด พูด ทำ ให้เป็นสัมมาอยู่เสมอๆ นั่นจะเป็นทางดับทุกข์(มรรคมีองค์ ๘ ) ที่กล่าวนั้น ไม่ง่ายนัก... ดังนี้พระพุทธองค์ จึงสอนสาวกโดยลำดับด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา กล่าวง่ายๆว่า แทนที่จะอ่านสภาวะและปฏิบัติจากข้างในออกมา ให้ศึกษาลดละจากข้างนอกเข้าไป เพราะกายกรรม วจีกรรม เป็นสภาพหยาบ ส่วนในจิตเป็นสภาวะละเอียด คือมาเริ่มถือศีล ๕ ละอบายมุข พร้อมนี้ก็เจริญสติ ให้ละเอียดเพื่อพัฒนาศีล ให้เป็นอริยกันตศีล ซึ่งเพียงมีสติรู้ตน รู้สภาวะธรรม ใจก็เป็นสมาธิได้ระดับหนึ่งแล้ว และทุกการเห็นโทษในสภาวะทุกข์นั่นแหละปัญญาของพุทธ ปัญญาของพุทธ คือรู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้อุบายถ่ายถอน อีกนัยหนึ่งท่านหมายเอารอบรู้ในกองสังขาร ซึ่งได้แก่ โทสะ โลภะ ราคะ เป็นต้น เพราะพวกนี้แหละกองสังขารหรือกองงานปรุงแต่ง เพียงคุณตามเห็นกิเลส ตามพินิจโทษภัย ตั้งใจละเหตุ เช่นนี้ชื่อว่ามีความเพียรแล้ว หากเหตุของกิเลสเบาบาง ทุกข์ก็เบาบาง หากเหตุของกิเลสหมด พ้นทุกข์ก็ปรากฏขึ้น

                กับเรื่องชาติหน้า พิจารณาได้ดังนี้ วันวานมีมั้ย วันนี้มีมั้ย หากวันวานมี วันนี้มี วันพรุ่งก็ต้องมี ข้อนี้ฉันใดภพชาติเบื้องหน้าก็ฉันนั้น แต่แม้จะพินิจโดยตรรกะนี้ ตรรกะไหน หรืออ่านแล้วน้อมใจเชื่อจากตำราว่าด้วยภพชาติเบื้องหน้าก็ตาม กระนั้นก็เป็นเพียงความเชื่อ หากคนใดไม่ใช่ศรัทธาจริต หรือไม่ได้สะสมศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละมามาก ก็มักไม่มีผลในเชิงผลักดันให้ตั้งใจดีเท่าไรนัก ดังนั้นมาตระหนักความศรัทธา(ความเชื่อเรื่องกรรม)ที่เป็นปัจจัตตังจะดีกว่า เช่นเราขี้โกรธ ขี้โลภ ขี้หลี หรือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม หลอกลวง เสพสิ่งเสพติดมัวเมาแล้ว เห็นมั้ยว่าใจเราแย่ สภาวะเราหยาบ มีความหนักหน่วงถ่วงรั้ง มีความทึบทื่อในวิญญาณ... ซึ่งตรงนี้เห็นได้จากการถือศีลอย่างมีสติ ตามรู้การกระทำ รู้กรรมส่งผลแบบปัจจุบัน และไปสังเกตุดูได้เลย ...ชีวิตที่หมักหมม พอกเพิ่มไปด้วยบาป จะด้อยสง่าราศรี ขี้อาย หลงลืมง่าย สติปัญญาพล่าเลือน เสียงไม่แจ่มใส ใครอื่นไม่เชื่อถือ ไม่มีน้ำใจให้ หนักเข้าการงานไม่เดิน การเงินพินาศ ขาดมิตร ขาดญาติสนิทจริงใจ...เหล่านี้เป็นกรรมสาป จากบาปก่อให้เกิด และสมัยใดที่เราประพฤติดี เราจะมีกายผ่องใส ใจปลอดโปร่ง ปัญญามี วาจาดี สัมพันธ์ภาพอบอุ่น และอีกหลากหลายคุณงามตามมา

                หากมีศรัทธาที่เป็นปัจจัตตัง อันมาจากการปฏิบัติศีล ตามนัยยะอริยกันตศีล อย่างมีสติดังกล่าวแล้ว เราจะสิ้นกังขาเรื่องกรรมส่งผลในชาติหน้าไปเลย ไม่เพียงนั้นจะเกิดปัญญาเห็นทางกรรมที่ผ่านมากระทั่งส่งผลเป็นเราในชาตินี้ ณ บัดนี้อีกด้วย ส่วนสำนวนธรรมอื่นๆ วางได้ให้วางก่อน เริ่มปฏิบัติธรรมในเบื้องต้นให้ดี มีสติ ศึกษาปฏิบัติให้ลึก แล้วต่อไปเจอสำนวนธรรมไหน จะรู้เองว่าใช้ได้หรือไม่ได้อย่างไร เหมือนคนทำอาหารเป็นแล้ว เจอวัตถุดิบใดๆ ก็คิดเป็นว่าควรเอาไปทิ้ง หรือเอาไปทำอย่างไรต่อ หากยังไม่เรียนทำอาหารให้เป็นก่อน แต่ไปมัวเสียเวลาชมผัก ชมเนื้อ ดูเกลือ ดูน้ำส้ม เช่นนี้ก็ไม่รู้จะนำมาทำอาหารใดๆ
                กับการถามธัมมะ...หากคุณข้ามขั้นของการเป็นนักเรียน "รู้ลำดับ" เช่นนี้มักไม่เกิดผลปลื้มในการเรียน ดังนั้นแนะนำให้ฟังธรรมแล้วนำไปปฏิบัติก่อน และท้าพิสูจน์เพียงฟังจาก Roidao.com แม้ไม่ต้องทั้งหมด คุณต้องได้ดวงตาเห็นทาง และเมื่อปฏิบัติ ไม่นานต้องได้ดวงตาเห็นธรรม ...ไม่ว่าหากจะเชื่อ แต่ศรัทธาที่แท้ต้องผ่านการพิสูจน์
                                                                ปรารถนาดี จาก ส.ร้อยดาว ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๑

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main