ส.ร้อยดาว แปลงสารสัจจะสู่ภาษากว
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
             
     

 ความงามแห่งดอกไม้        ก่อนสุดสายก็สื่อสาร
บ่งบอกตอกตำนาน        ว่าเบิกบานคือชีวิต 

ก้าวที่มั่นคง...
วันคืนไม่เคยหยั่งย้อน       อาวรณ์ทำไมกับความหลัง
ใครเลยไม่เคยพลาดพลั้ง      ต่างผิดหวังกันมามากมาย

เก็บกำลังสูญเสียคืนมา       ก้าวหน้ามุ่งมั่นจุดหมาย
หากล้มลงคงเพียงแค่ตาย      แต่ความหมายการตายต่างกัน

ชีวิตใช่ยั่งยืนยาว    วัยหนุ่มสาวเป็นเพียงช่วงสั้น
กำลังร้อนแรงดั่งแสงตะวัน    ลุกขึ้นสู้ฝ่าฟันสู่เส้นชัย

วันคืนไม่เคยหยั่งย้อน    อาวรณ์พลาดหวังทำไม
เพียงเก็บรอยแผลไว้ในใจ  ย้ำเตือนก้าวไปให้มั่นคง... เท่านั้นก็พอ

ในการเดินทาง              บางอย่างไม่เป็นเช่นใจคิด
ความสุขจึงเป็นกรรมสิทธิ์            ผู้รู้ว่าชีวิตอนิจัง


เดี่ยวโดดโลดแล่นไปในโลกแห่งตน         สรรพสิ่งและผู้คนหามีไม่
เป็นเพียงละครตอนอุปาทานบนลานใจ         หลงเล่นหลงดูไปร้อยเปลี่ยนพันแปลง


แบ่งฟาก แบ่งฝ่าย ระบายบ้า         แบ่งฟ้า แบ่งดิน ทุกถิ่นที่
แบ่งรวยจน ชนชั้น กั้นเสรี         แบ่งใดๆ ก็ไม่ดี เท่าแบ่งปัน.

คืนวันจะผ่านพ้น ตัวตนจะแตกดับ         สิ่งมีคณานัป จะทอดทิ้งทุกคนไป
ใดๆเป็นของโลก หลงเป็นเราก็เศร้าใจ         แท้แล้วได้อะไร? นอกจากใจสำคัญว่ามี


ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน         แม้ร้อยป้อนพันปั้นคำขวัญใหม่
แต่ตัวอย่าง ไม่มี จะดีอะไร?         ฝากผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างสร้างเยาวชน
และคำขวัญอย่าเพียงย้ำให้ จำไว้         แต่จงเน้น จำใช้ ไปทุกหน
ด้วยพูดดี ตัวอย่างมี อยู่ในตน          เยาวชนย่อมฟังและตั้งใจ

คำขวัญเก่าๆ ยังใช้ไม่หมด         ก็มีบทคำขวัญปั้นขึ้นใหม่
แล้วเอ่ยออกบอกเด็กทั่วเมืองไทย         เด็กก็จดจำไว้ ชิงรางวัล
เราเน้นกันแต่เพียงให้จำไว้         และเน้นในวันเด็กเพียงเท่านั้น
เราจึงเห็นเด็กผู้ใหญ่ไม่ต่างกัน         ไม่สร้างสรรค์เสียสละละตัวตน.


พอเสวยอำนาจ         ความอุบาทว์ใหญ่น้อยทยอยปรากฏ
ก่อตำนานเลือดฉาวร้าวรันทด         เคยสลดบ้างมั้ย…ภัยอัตตา

เหนื่อยหนักก็พักนอน เอื้ออาทรต่อกายขันธ์         แรงดีก็ฝ่าฟัน สู่จุดมุ่งเพื่อรุ่งเรือง
ชีวิตนั้นง่ายๆ คิดมากไปก็สิ้นเปลือง         ผาสุกอยู่เนืองๆ ก็เยี่ยมยิ่งแน่จริงแล้ว


แล้วเดือนใหม่ก็มาถึง         วันที่หนึ่งมันบอกออกมาว่า
อันดับหนึ่งไหนๆในก่อนมา         ไม่เคยเต็มอัตรามาก่อนเลย

เหนื่อยหน่าย เพราะพ่ายแพ้ หากท้อแท้ ต้องสับสน         ถดถอย ยิ่งเกินทน  รึอาจทิ้ง อุดมการณ์
เดือนดาว พร่างพราวสวย คิดสาวสอย ต้องสืบสาน         แม้ล้ม ก็บ่มญาณ ต้องกลัวไย เมื่อใฝ่ดาว
ต้อยต่ำ ย่ำปลักตม สิขื่นขม กับคมคาว         เส้นทางใช่ยืดยาว หากรักยิ่ง ในสิ่งฝัน
พอที เถอะแพ้พ่าย ยกความตาย เป็นเดิมพัน         เป็นไร ให้เป็นกัน ต้องโรมรัน ให้ได้ชัย


ความงาม แห่งดอกไม้ สุดสิ้นสาย คือโรยรา      คมวาว แห่งดวงตา ถึงที่สุด ก็พร่ามัว
ดอกไม้ เมื่อแรกแย้ม หอมแต่งแต้ม ตระกูลตัว       รักสวย ไร้เกรงกลัว ย่อมถูกเด็ด นะดวงแด
หญิงสวย เพียงวัยสาว ความแก่เฒ่า รออยู่แน่      หลงใหล อะไรแล จึงเติมแต่ง ประดับตน
ที่สุด แห่งเรือนกาย มอดมลาย ทุกขุมขน       เพลิงเผา กันทุกคน มัวหลงตน กันอยู่ไย
กำหนัดนัก กายนี้ หลุดพ้นมี ได้ที่ไหน      บำเรอ ยิ่งเท่าไร ร้อนแรงไฟ ยิ่งเผาลน
คลายวาง กำหนัดกาย สิรู้ได้ ซึ่งมรรคผล       เถอะเพียร อบรมตน มิปล่อยตัว ให้ใครตอม
ดูสิ ดอกไม้นี้ เมื่อมากมี ซึ่งความหอม      คนเด็ด มาดมดอม สุดท้ายเหม็น ไปคามือ
จริงอยู่ ต้องตายแน่ แต่คาต้น มิดีหรือ      แม้โลก คงร่ำลือ ว่าเราคือดอกไม้งาม…งามบริสุทธิ์

หยัดยืน ผืนดินใด ใช่สิ้นไร้ ชื่นชมดาว      เริงรมย์ กับคมคาว สิหน่ายค่า ฝั่งฟ้าสวย
ผ่านวัน ต้องผ่านวัย ต่างผ่านไป สู่มอดม้วย      เดินดิน กินดาวด้วย จึงดูดี ชีวีเรา
เดือนดาว พร่างพราวฟ้า ต้องซื้อหา ที่ไหนเล่า      งมงาย ในงามเงา สิจ่ายมาก ทั้งยากนาน
ส่งพร มาย้อนคิด มาสะกิด เพื่อสืบสาน      อยู่ใด อุดมการณ์ ควรเกี่ยวดาว ประดับแด
อยู่ใด อุดมการณ์ ต้องเกี่ยวดาว ประดับแดน


ติ๊กติ๊ก กระซิกเสียง กระจายสาร บอกกาลเสื่อม         อิดออด ระอาเอือม ฤาอาจเอื้อม ละอองดาว
เดือนดาว พร่างพราวฟ้า ระดาษดา ณ แดนหนาว         เพชรงาม ที่วามวาว มักซ่อนไว้ ในหินภู
อิดออด และอืดอาด ก็สมมาด เพียงฝันหรู         หวังเพชร เดือนดาวดู ต้องหาญสู้ แล้วฝ่าฟัน
ติ๊กติ๊ก กระซิกเสียง ถ้อยสำเนียง เสียงสั้นสั้น         บอกคืน บอกวัยวัน บอกชีพนั้น มินานเลย

พร่างพราว ณ โพ้นฟ้า จรัสจ้า เพียงคืนค่ำ         โดดเด่น ด้วยแดนดำ วิลาสล้ำ สักเพียงใด
รวี สีทองฉาย ก็กลับกลาย หายสุกใส         แสงอุ่น มิซึ้งใจ จึงเหน็บหนาว ทุกคราวคืน
เคียงดิน ถวิลดาว กว่าเจ็บร้าว เขย่งผืน         ต่ำต้อย ค่อยหยัดยืน กลับอบอุ่น ละมุนมิตร


แต่ละเช้าแต่ละค่ำที่ย่ำผ่าน         ต้องสูบเสพซาบซ่านกี่เลือดเนื้อ
แต่ละวันแต่ละวัยที่ไหลเหงื่อ         นั้นเพียงเพื่อผู้ใดและผู้ใด
กว่าจะโตตีนมือกล้าหือหา         ทั้งฝั่งฟ้าป่าหนองกี่หมองไหม้
นั่นแมกไม้มวลดินดั่งสิ้นใจ         ด้วยเดนคนจัญไรคนไหนกัน
เราจะเป็นเช่นไรในวันนี้         หรือเพียงขี้กินนอนยอนกระสัน
หรือแข่งรวยหรูหรากว่าสามัญ         ก็ชาติชั้นเดรัจฉานในฝูงชน
ถึงวันเกิดวันตายก็กรายใกล้         ยังงุ่นง่านเหลวไหลไปทุกหน
ก็เสียชื่อเสียชาติเสียศาสตร์ตน         เสียอดทนฝ่าฟันถึงวันนี้
เถอะตรองไตร่ไถ่กรรมที่ย่ำผ่าน          จงเบิกบานผ่อนจ่ายไม่หน่ายหนี
คงสักวันสักเดือนหรือเยือนปี         ก็ต้องได้เสรีมาสักวัน

หวานใดหรือจะปานเท่าหวานหวัง         ยิ่งสุดฝั่งแดนฟ้ายิ่งกว่าหวาน
ส่วนขมขื่นใดเล่าขมเนานาน         เกินข่มขื่นทรมานจากหวานวัย
ยิ่งวัยหวานเปรียบประหนึ่งน้ำผึ้งหยด         พวกแมงมดซดน้ำตาลก็หวานไหว
ทั้งคำหวานตาหวานและหวานใด         ก็น้อมให้วัยหวานต้องร่านรน
ที่หวานหวังฝั่งฟ้าแม้ว่าหวาน          สัญชาติญาณบ่อยย่ำก็ช้ำป่น
แต่ลองถามฝันใฝ่หัวใจตน         รึอาจทนทอดทิ้งปณิธาน
ก็หวานใดหรือปานเท่าหวานหวัง         ยิ่งฟากฝั่งสุดฟ้ายิ่งกว่าหวาน
ส่วนหวานวัยใดเล่าอยู่เนานาน         มีหรือดอกไม้มารไม่โรยรา

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main