เกิด-ตายเป็นเรื่องมโนสาเร่
ดำรงอยู่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เหลวไหลหรือสร้างสรร ต้องถามตน
เพราะการเป็นอยู่ กำหนดการเกิด-การตายสืบไป
เข้าใจเช่นนี้สมควรสะสมเมตตาให้เป็นบารมี
สมควรฝึกตนให้หลุดพ้นเยี่ยงเหล่าเมธี
หลายวันผ่านมา
เห็นกัลยาณมิตรขวนขวายทำบุญตักบาตรมากเป็นพิเศษ
นัยหนึ่งรู้สึกดี อีกนัยหนึ่งรู้สึกเป็นห่วงอยู่ล้ำลึก อยากบอกหากเพียงคำทักทายลายมือจากใครบางคนที่บอกว่าอายุจะไม่ยืนยาว
แล้วทำให้กัลยาณมิตรเป็นเช่นกล่าว ออกจะวิตกจริตเกินไปแล้ว เชื่อถือเรื่องนอกรีตเกินไปแล้ว จริงอยู่ทำบุญตักบาตรเป็นความดี ควรทำ
ทำให้ได้เสมอ แต่หากด้วยเจตนาต่ออายุ เชื่อว่าทุกครั้งที่ทำบุญตักบาตร
ครั้งนั้นได้ต่ออายุความเชื่อถือเรื่องนอกรีตไปด้วย
และในชีวิตยังต้องเจอเรื่องนอกรีตอีกกี่ครั้ง ต้องวิตกจริตอีกกี่ครั้ง
เพียงครั้งนี้เราเหมือนได้เห็นความหมองครอบครองกัลยาณมิตรทั้งชีวิตแล้ว
บอกต่อกัลยาณมิตร ตายเป็นเพียงฉากน้อยฉากหนึ่ง ในมากหลายฉากของชีวิต ไม่มีคุณค่าพอเพียงต้องวิตกกังวลหรือคร้ามเกรง
ดั่งการมาของราตรี หน้าที่เราก็เพียงผ่อนคลาย ปิดเปลือกตาลง
จากนั้นหลับสบายหวังได้ และโดยจริงเราทุกคนเคยตายกันมาแล้ว
ทั้งยังจะตายสืบไป ตราบใจไม่ลุถึงซึ่งนิพพาน ตราบที่การเกิดยังมีอยู่
เพื่อไม่กังวลต่อการตาย พึงรู้ไว้เถิดว่า
เราตายไปเพียงครู่ แล้วเราก็กลับมา มาเริ่มต้นใหม่ รับบทเรียนใหม่
ส่วนรูปแบบใด ศักดิ์ฐานะปานไหน ล้วนเป็นเรื่องท้าทายการอยู่เหนือ
ท้าทายสติปัญญาเพื่อการผ่านพ้น คือบางคนได้ศักดิ์ฐานะสูงส่งก็หลงเหลิง
บางคนได้ศักดิ์ฐานะต่ำต้อยก็น้อยใจ
ทั้งที่สูงล้ำหรือต่ำต้อยล้วนเพียงเรื่องท้าทายดังกล่าว
และไม่ต่างดาราเปลี่ยนบท
กัลยาณมิตรอาจยืนยัน
ไม่ได้เป็นห่วงคืนวันหลังตายของตน แต่เป็นห่วงใครบางคนผู้คงอยู่
โดยจริงจะเป็นใครก็ตาม เขาล้วนมีกรรมเป็นของๆตน ซึ่งไม่มีเรา
เขาต้องอยู่ต่อไปจนได้ แม้เป็นอยู่เช่นไร
ต้องประสพพบเจอเรื่องราวมากน้อยแค่ไหน ล้วนกรณีศึกษาของเขา
และในความเป็นชีวิต ไม่มีใครภูมิใจรับการโอบอุ้มจูงเดินตลอดกาลนาน
ในความเป็นชีวิตไม่มีใครอยู่ร่วมกับใครไปได้ตลอดกาลนาน
เหมือนไม้ต้องผลัดใบ ดอกผลต้องลาต้น หรือแม้ใครบางคนที่ตนห่วงใย
หากเขาไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเมื่อเราต้องจากลา เขาก็จะไปเพียงครู่
แล้วเราต่างต้องกลับมาพานพบคบคุ้น ศึกษาวิชาชีวิตกันอีกจนกว่าจะผ่านพ้น
หรือเข้าใจตน เข้าใจคน เข้าใจโลก เข้าใจความไม่เที่ยง
หากเข้าใจเช่นนี้แม้ต้องตายไป มีอะไรต้องเป็นห่วง
กับทรัพย์สินหรือสรรพสิ่ง
กัลยาณมิตรก็ไม่สมควรหลงใหลห่วงหาอาลัย เพราะโบราณกล่าวมานาน
สมบัติผลัดกันชม มีมามีไปมีได้มีเสียเป็นธรรมดา
ซึ่งไม่มีอะไรเสียไปเปล่า สรรพสิ่งที่เราต้องจากลา
ยังจะเป็นคุณค่าในใจคนผู้ต้องการเสมอ และโดยจริงทรัพย์สินหรือสรรพสิ่ง
ไม่ใช่ของๆเรา ไม่ใช่ของๆใครนับแต่โบราณกาลมาแล้ว เราต่างมาแสวงหา
อาศัย ด้วยไม่เข้าใจก็หลงสะสม ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา
แน่นอนเมื่อถึงวาระเราต้องปล่อยคืนสู่โลกไป
แม้คนอื่นก็ต้องปล่อยคืนไปเช่นกัน เหล่านี้ไม่ต่างโรงเตี๊ยมริมทาง
ถึงเวลาเราต้องจากไป หากไม่ยินยอมพร้อมไป
โรงเตี๊ยมก็ต้องไล่เราไปแน่แล้ว
กล่าวมาปานนี้เพียงหวังกัลยาณมิตรอย่าได้หวาดกลัว
ห่วงหาอาลัย หรือเสียเวลาไปกับการวิ่งหนีความตาย
เยี่ยงนั้นจะทำให้ขวัญไม่กล้า สติปัญญาไม่งอกงาม
การยิ้มอย่างผ่อนคลายสบายใจและเผชิญหน้ากับชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุด
เท่านี้
ตายจะกลายเป็นเรื่องมโนสาเร่ เท่านั้น
เอ่ยแล้วแต่ต้น ดำรงอยู่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่
เพราะดำรงอยู่จะกำหนดการเกิด การตายสืบไป ดูเถิดบางคนตายเพียงตัว
แต่ตำนานยังคงมีชีวิตสถิตในใจผู้รับรู้ รับรู้และกล่าวถึงอย่างชื่นชม
บางคนตายไร้ใครหลั่งน้ำตา
ซ้ำมีบ้างที่มากคนโมทนาด้วยเห็นว่าขืนอยู่ไปนาน จะสร้างกรรมทำชั่ว
ก่อคดีเวรไว้มากให้กับตัว ความต่างสองทางนี้ล้วนด้วยบทบาทสมัยเป็นอยู่
ถาม
เป็นการดีไหมหากคืนวันที่เหลืออยู่
เพียงเพื่อศึกษาปลดปล่อยตนให้หลุดพ้น เพื่อสะสมเมตตาบารมีใส่ตน
พร้อมทำหน้าที่ซึ่งกัลยาณมิตรมีอยู่?
และที่เราเห็นควรเน้นย้ำยามนี้ด้วยเชื่อว่าเป็นผลดีคือ
กัลยาณมิตรสมควรหนักแน่นในศีล ซึ่งพระบรมศาสดาได้ตรัสสอนไว้แล้วว่า
บุคคลผู้มีศีล รู้เพ่งพินิจ มีชีวิตอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าผู้ทุศีล
ไร้ความสงบเย็นเป็นประโยชน์ มีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี
และพระศาสดายังได้ปรามไว้อีกด้วยว่า
บุคคลผู้ประพฤติผิดศีลไม่สิ้นสุด
ดุจต้นไม้ถูกรัดคลุมด้วยเถาวัลย์ เขามีการกระทำเป็นข้าศึกแก่ตน
ย่อมมีความวิบัติเป็นผลปานนั้น โดยเฉพาะศีลข้อเว้นขาดจากปาณาติบาต
เห็นควรว่ากัลยาณมิตรต้องจริงจังมากแล้ว
เพราะการที่เราทอนอายุเขาเท่ากับเราทอนอายุตนด้วย
การที่เรานำความเจ็บปวดมาสู่เขา
เท่ากับเราสร้างเหตุปัจจัยเพื่อความเจ็บปวดไว้ให้กับตนด้วย
การที่เราทำความพลัดพรากให้เกิดขึ้นในพวกเขา เท่ากับเราสร้างเหตุปัจจัยที่เป็นไปเพื่อความพลัดพรากแก่ตนด้วย
ฟังสิแม้พระศาสดายังย้ำสอนให้สังวรด้วยว่า
สัตว์ทุกประเภทกลัวโทษทัณฑ์ สัตว์ทุกประเภทกลัวความตาย
เปรียบตนกับสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้วไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้ใครฆ่า.
สัตว์ทุกประเภทรักชีวิตของตน สัตว์ทุกประเภทกลัวโทษทัณฑ์
เปรียบตนกับสรรพสัตว์นั้นแล้ว ไม่ควรฆ่าเอง ไม่ควรใช้ให้ใครฆ่า.
ทุกส่ำสัตว์ปรารถนาความสุข ผู้ใดแสวงสุขใส่ตน
โดยเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ตายไปแล้ว ย่อมไม่ได้รับความสุข.
กัลยาณมิตร
ถ้อยอักษรทั้งมวลล้วนด้วยปรารถนาดี
อยากเห็นอยู่เย็นเป็นสุข ไม่หวั่นกังวลหรือหวาดวิตกกับเรื่องราวใด
แม้กระทั่งตาย สุดท้ายของความปรารถนาดีอยากให้ฟังคำตรัสพระศาสดาอีกสองบทความว่า
บุคคลเมื่อถึงคราวจะตายบุตรทั้งหลายก็ต้านทานไว้ไม่ได้ บิดาก็ต้านทานไว้ไม่ได้
พวกพ้องก็ต้านทานไว้ไม่ได้
แม้ญาติพี่น้องก็ต้านทานไว้ไม่ได้.บัณฑิตเมื่อรู้ชำนาญแก่นสารนี้
พึงสำรวมศีลของตนให้ดี พึงชำระจิตให้บริสุทธิ์โดยเร็วพลัน
เพราะนั่นเป็นทางนำถึงซึ่งพระนิพพาน.
ความปรารถนาดีครั้งนี้
เหมือนอัญเชิญพระศาสดามาโปรดก็ปาน
หากเพียงนี้ความหมองใจในกัลยาณมิตรยังมี
เราคงต้องทบทวนความสามารถในการอาราธนาถ้อยธรรมของพระศาสดาแล้ว
แต่เชื่อว่าหากพินิจตามมาแต่ต้น เบากายสบายใจต้องเกิดมีขึ้นบ้าง
และถ้าเป็นไปได้อยากให้กัลยาณมิตรน้อมตนมาสู่ธรรม
ศึกษาคำสอนพร้อมเพียรปฏิบัติ โดยนัยดังนี้ ไม่เพียงสุขต้องเกิดมี
แต่กัลยาณมิตรจะเห็นชีวิตมีเสถียรภาพในความเชื่อที่ถูกต้องมากขึ้น
และเพียงมีความเชื่อถูกต้อง ความเศร้าหมองหรือจะกล้ากล้ำกราย
ท้ายสุดของสุดท้าย
มีปัญญาภาษิตให้กัลยาณมิตรพินิจอีกหนึ่งบท
ชีวิตที่ไม่ประพฤติธรรม
ต้องตกต่ำลึกลงไป และลึกลงไป กาย กับใจที่มีอยู่
จะเป็นเพียงเขียงรองรับการโขกสับจากความทุกข์ไม่รู้แล้วไม่รู้เสร็จ
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว จะทำให้กัลยาณมิตรอยู่สุข แหงนหน้าไม่อายฟ้า
เงยหน้าไม่กลัวใคร ก้มมองถิ่นแผ่นดินใด ไม่เกรงธรณีสูบ
จงประพฤติธรรมเป็นประจำเถิด เมื่อใดที่ธรรมไม่อยู่กับกัลยาณมิตร
กัลยาณมิตรต้องกลับมาอยู่กับธรรม เพราะหากมิใช่เช่นนี้
นรกจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้น
สุขกาย สบายใจ สดใส แข็งแรง
พึงเกิดมีแด่กัลยาณมิตรตลอดกาลนาน
ด้วยปรารถนาดี จาก ส. ร้อยดาว ๑ กรกฏาคม ๒๕๔๔