ปรัชญาชีวิต Modern Walk

ถ้อยคำเป็นธาตุที่ไม่ธรรมดา นักเขียนบางคนยังกล่าว วาจาแม้เชือดเลือดไม่ไหล แต่บาดใจคนได้ ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริง และไม่เพียงนั้น เช่นวาจาแม้สร้างก่อบันไดไม่ได้ แต่พาคนสูงส่งเติบใหญ่ไปดีได้
 
 
 
         
             
     

ด้วยหัวใจที่เมตตา กรรมกิริยาย่อมดีขึ้น ด้วยหัวใจที่เยือกเย็น คนย่อมเป็นสุขขึ้น
ดังนั้นอย่าแล้งน้ำใจ ไร้เมตตา เพราะเช่นนั้นจะทำให้ศัตรูมากมี งานก็ไม่ดี
อย่าร้อนรนดั่งคนรีบไปตาย เพราะเช่นนั้นตนจะเครียดง่าย คนรอบข้างจะเบื่อหน่าย…
บอกตนไว้ ด้วยหัวใจที่เมตตา กรรมกิริยาย่อมดีขึ้น
ด้วยหัวใจที่เยือกเย็น คนย่อมเป็นสุขขึ้น

หากเห็นประโยชน์ในการงานจิตเบื่อหน่ายในการงานไม่เกิดมีขึ้น
หากเห็นบทเรียนในผู้คนแล้วตนเป็นผู้แสวงหาปัญญาเราจะไม่รู้สึกเสียเวลาแม้ว่าชีวิตต้องเจอใคร
หากเห็นปัจจุบันเป็นที่มั่นของจิตคนจะไม่หงุดหงิดรำคาญกับคืนวันที่ผ่านมาและไม่เสียเวลาฟุ้งซ่านถึงอนาคตกาลไหนๆ …
มนุษย์เราหากเห็นประโยชน์จากการงาน แสวงหาปัญญาญาณในขณะพบเจอผู้คน และกอปรกิจกุศลในปัจจุบัน
เราจะผ่านคืนวันอย่างสุขเย็น เป็นประโยชน์


ผู้ไม่เกรงใจคนตนย่อมเป็นที่เบื่อหน่าย
ยิ่งไม่เกรงใจบ่อยครั้งบ่อยหนตนย่อมหาคนช่วยเหลือเกื้อกูลมิได้
ยิ่งไม่เกรงใจกระทั่งเขาเกินทน ตนก็มีสิทธิ์ด่วนตาย

ความเกรงใจเป็นสมบัติผู้ดี การหยั่งรู้ใจเป็นสมบัติผู้มั่งมี

อาหารพอเพียง พักผ่อนนอนหลับพอเพียง รู้ประมาณในการทำงาน บริหารอิริยาบถให้สมดุล และออกกำลังกายพอเพียง
เหล่านี้หากเรารักดีต้องทำหากเบื่อหน่ายชีวิตคิดตาย ละเลยเสียก็ได้


เมื่อต้องทำ ทำให้ดีที่สุด เพราะทุกสิ่งที่ทำในวันนี้ หมดเวลาชีวิตของวันนี้
แต่ผลงานไม่หยุดอยู่เพียงวันนี้ ยังจะไปต่อไป
ส่วนจะได้การต้อนรับยกไว้ให้ค่าหรือแหนงหน่ายเบื่อระอา อยู่ที่ทำอะไร ดีหรือไม่


เสียหนึ่งไม่พึงเสียสอง เสียของไม่พึงเสียใจ เสียใดๆไม่พึงเสียอารมณ์
บัณฑิตจะบริหารการสูญเสีย ไปสู่การสะสางปล่อยวางความยึดติด
และจะหมั่นฝึกจิตให้คลายจางความหลงติด กระทั่งดวงจิตกลับคืนสู่…ศูนย์
นักปราชญ์ผู้มีใจเป็นศูนย์ ย่อมไม่มีอะไรให้เสีย
โดยจริง เพราะเสียศูนย์นั่นแหละ จึงเกิดการสูญเสีย แล้วโศกเศร้าซึมเซ็งก็ตามมา…


ทำการด้วยความเกลียด ความโกรธ คนก็จะโกรธ คนก็จะเกลียด
ทำการด้วยไมตรี เมตตาคนก็จะเมตตาและมอบไมตรีกลับมา
เมื่อเราก็ปรารถนาอยู่สุข คนอื่นก็ปรารถนาอยู่สุขจะยัดเยียดความทุกข์ให้กันไปทำไม
แม้พระคริสต์ท่านยังบอก…ความรักควรเป็นใหญ่ ไม่ใช่ความเกลียดชัง


ที่สุดเราต้องจากโลกนี้ไป เพื่อความเบิกบานสบายใจต้องรู้จักแบ่งปัน
ที่สุดเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง เพื่อปัญญารู้ยิ่ง ต้องรีบออกจากโลกของความฝัน
ที่สุดเราต้องหยัดยืนอยู่โดยตน เพื่อเข้มแข็งอดทน ต้องฝึกฝนเพียรพยายามอย่างมุ่งมั่น


ในมนุษย์มีความแตกต่างมาก เราจะอยู่กับคนได้ยากหากต้องการให้ได้ดั่งใจตน
ในเขาก็อย่างนั้น ในเราก็อย่างนี้ เพียงตระหนักน้ำใจไมตรี การพบเจอหรืออยู่ร่วมก็สุขล้น
และกับผู้คนพึงรู้ไว้ แม้ตนเฉลียวฉลาดปานใด แม้ตนมากเทคนิคบริหาร เก่งกาจเพียงไหน
หากไร้น้ำใจไมตรี ไร้สัมพันธ์อันดีแล้ว ยากจะมีมิตรแท้ในการงาน ยากจะมีมิตรแท้ในการอยู่ร่วม


เมื่อจะชิงสีดากลับคืนจากเหล่ายักษ์ องค์รามจะต้องเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และกล้าหาญ
เมื่อเราจะชิงธรรมกลับสู่มวลมนุษย์ จะต้องเชื่อมั่นและเชื่อมั่นในธรรม
ไม่หวั่นไหวต่อคำกล่าวของผู้อื่น ไม่พรั่นพรึงต่อคำสบประมาท หรือเสียดสี
มีนักรบที่หนีทัพในอดีตมิใช่น้อย ที่ทนต่อหอกปากที่จ้วงจาบมิได้
เขาจึงยอมทิ้งธรรมเพียงเพื่อยุติการโจมตี เขาขี้ขลาดเกินไป เพราะเขาทนไม่ได้แม้เพียงแค่คำตำหนิ
กระนี้แหละคือความอ่อนแอที่สุดเศร้า ที่พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
สีดา…เธอจะไม่มีวันตายด้วยมือมาร แต่ความท้อแท้แห่งองค์รามนี่แหละ ที่จะฆ่าเธอ

คำความนี้ เป็นของนักปฏิบัติธรรมชาวอโศกรุ่นเก่า ไม่ได้ลงชื่อไว้ ส.ร้อยดาว อ่านแล้วเห็นดี

คนมิได้ชั่วเพราะคำแช่ง มิได้ดีเพราะคำชม มิใช่
แต่ชั่วดีของคนอยู่ที่ตนเป็นอย่างไร
จงใส่ใจว่าตนเป็นอย่างไร ให้ยิ่งไปกว่าใครพูดอย่างไร
พึงรู้ คนดีจะจำดีไว้พัฒนา คนชั่วจะจำชั่วไว้ส่อเสียดนินทาด่าว่า
และเมื่อใดที่ต้องเจอใครมาพูดไม่ดีใส่ตน พึงให้อภัย
พร้อมเข้าใจด้วยว่า เขามีเวลาว่างเกินไป จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาระ อะไรเป็นอสาระ
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เขามีปัญญาแค่นั้น

ไม่เห็นแก่ความสงบของสังคม คนก็จมอยู่ในความเห็นแก่ตัว
รวยแล้วไม่รู้จักพอ คนก็เอาเปรียบขี้ฉ้อเขาไปทั่ว


ยอมเป็นเย็นใจในชีวิต ยึดติดดื้อรั้นย่อมหวั่นไหว
รู้ยึดรู้ยอมถนอมใจ ยิ่งใหญ่ด้วยชนะอัตตาตน


ติดคุก 1 ฆ่าตัวตาย 1 เป็นข่าวฉาวโฉ่ผ่านสื่อ 1
3 ข้อนี้แม้คนไม่นึกคิด แต่หากทำผิด 2 ประการอย่างไรก็ต้องเจอ
ผิด 2 ประการ ได้แก่ 1 ผิดจริง 2 ผิดใจ
เพื่อชีวิตปลอดภัย...ทำกิจใด ต้องคำนึงถูกใจและถูกจริงให้ยิ่งด้วย


การโกง สำหรับวิถีโลก จับได้จึงเรียกว่าโกง การโกง สำหรับวิถีธรรม จับได้หรือไม่ได้ โกงก็คือโกง
การฆ่า สำหรับวิถีโลก จับได้จึงเรียกว่า ฆาตกร การฆ่า สำหรับวิถีธรรม จับได้หรือไม่ได้ ฆ่าก็คือฆาตกร


ต้นไม้มีราก แม่น้ำมีจุดกำเนิด ไม่มีสิ่งใดเกิดโดยไร้รากฐาน ข้อนี้ฉันใด ชีวิตของเราฉันนั้น
เพราะมีครูเราจึงมีความรู้ใช้สอย ในการดำเนินชีวิต กระทั่งถึงวันนี้
เพราะมีบิดามารดา เราจึงได้กายขันธ์ที่เติบโตมากระทั่งถึงวันนี้
ชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยตน เราต่างต้องอาศัยผู้คนมากมาย
การระลึกรู้ถึงคุณของคนทั้งหลายได้เป็นเรื่องดีกตัญญูเป็นลักษณะของคนดี


สะใจ…เป็นอารมณ์เหลวไหลชั่วครู่ ไม่นานอารมณ์จะผ่านไป แต่กรรมที่ทำไว้จะคงอยู่
เมื่อพบเจอคนที่ทำอะไรเพื่อสะใจ ผู้มีปัญญาย่อมให้อภัยด้วยรู้ว่า
คนหากดีแล้ว ย่อมไม่ทำเรื่องเลวๆ คนหากฉลาดแล้วย่อมไม่ทำเรื่องโง่ๆ
และการพ้นเลวพ้นโง่ไม่ใช่เรื่องที่คนจะสนใจ มีแต่มนุษย์เท่านั้น ที่สนใจและใฝ่พ้น
อีกทั้งผู้มีปัญญาย่อมเข้าใจชัดว่า การถือสาคนเลวตนย่อมเลวกว่า การถือสาคนโง่ตนย่อมโง่กว่า
เรื่องอะไรจะไปโง่ไปเลวให้เสียอารมณ์เสียเวลา


คนบอดคุยเขื่องเรื่องความงาม คนหนวกคุยเขื่องเรื่องความไพเราะ
คนคับแคบ คุยเขื่องเรื่องโลกกว้าง คนเมาคุยเขื่องเรื่องธัมมะ
เหล่านี้เป็นความไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น...ไม่ควรคุยเขื่องในเรื่องที่ไม่รู้แจ้ง


สถานการณ์แรงทำให้คนใจร้อนได้ง่าย เมื่อใจร้อนแล้ววาจามักเผ็ดร้อนไปด้วย
ดังนั้นกับสถานการณ์แรง หลีกเลี่ยงการต้องพูดบ้างจะดี
พึงรู้ คำดูหมิ่น ท้าทาย ป้ายสี เหล่านี้เป็นคำเลว
ไม่ปรารถนาล้มเหลวโชคร้าย ละเลิกให้ได้
และการไม่รู้จักปิดปาก บางครั้งทำให้ฉากชีวิตปิดลงก่อนกาลอันควรได้ง่ายๆ


ยิ่งผิด ก็ยิ่งคุ้นเคยกับความผิด กระทั่งไม่รู้สึกเป็นความผิด
ยิ่งอ่อนแอ ก็ยิ่งคุ้นเคยกับอ่อนแอ กระทั่งไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนอ่อนแอ
ยิ่งแพ้ ก็ยิ่งคุ้นเคยกับความแพ้ กระทั่งไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนแพ้
เราสามารถสังเกตความคุ้นเคยในการใช้ภาษาไทยผิดๆได้ ด้วยการสอบใบผู้ประกาศ
เราสามารถสังเกตกาย คุ้นเคยในความอ่อนแอได้ ในกิจที่ต้องใช้พลังชีวิต
เราสามารถสังเกตใจ คุ้นเคยในความแพ้ได้ เมื่อสมาทานการตั้งตบะธรรม


เมื่อตะวันลับลา ม่านราตรีก็คลี่คลุมทุกขุมโลก
แต่ด้วยดาวน้อยๆ ร้อยพันดวง ที่ร่วมรวมส่องแสงสี ความงามแห่งราตรีก็เกิดขึ้น
ไม้ต้นเดียวมิอาจนับเป็นป่า แต่ด้วยความหลากหลายแห่งมวลไม้ ที่ร่วมรวมกัน
ป่าสมบูรณ์จึงเกิดขึ้น เป็นที่พึ่งของหมู่มนุษย์และสรรพชีพ
ฝนหยาดเดียว มิอาจนับเป็นธารน้ำ
แต่ด้วยฝนเพียงน้อยร้อยพันหยาด ที่ร่วมรวมกันหลั่งไหล สายธารอันสดใสชุ่มเย็นจึงเกิดขึ้น
ในยุคสมัยที่สับสน ขอเพียงผู้คน รู้รักสามัคคี ความดีต่างๆก็เกิดขึ้น
เราจะฝ่าวิกฤติไป แม้ด้วยวิถีที่แตกต่าง แต่...ก็สามัคคี

เพราะมั่นหมายชัยชนะ พ่ายแพ้จึงเป็นภาวะไม่พึงปรารถนา
ด้วยใจ มีกังวลแพ้ชนะ การปฏิบัติธัมมะจึงเป็นทุกขาปฏิปทา
เพราะมั่นหมายเพียงเรียนรู้ ชั่วดีใดๆจึงล้วนเป็นครูให้ปัญญา
ด้วยใจ มีแต่รู้กับรู้เพิ่ม การปฏิบัติธัมมะ จึงเป็นสุขาปฏิปทา


ก็ลานทรายนั่นแหละ ซึมซับเสพน้ำ น้ำจึงซึมเซาะ กัดกร่อนทราย
ก็ลานใจนั่นแหละ ซึมซับเสพอารมณ์ อารมณ์จึงซึมเซาะ กัดกร่อนใจ

เมื่อหลงดิน...ไม่รู้ฟ้า เมื่อหลงฟ้า...ไม่รู้ดิน ใครเล่าจะรู้สิ้นทั้งดินฟ้า ด้วยสายตาพร่ามัว
เมื่อมองต่ำ ไม่เห็นสูง เมื่อมองสูง ไม่เห็นต่ำ
ใครเล่าจะเห็นทั้งสูงล้ำและต่ำใต้ ด้วยสายตาที่มองใกล้ตัว
เมื่อใดบุคคลทอดสายตายาวไกล “เป็นกลาง” ย่อมเห็นทั้งเบื้องล่าง เบื้องบน
ท้องถนนแผ่นฟ้า ทั้งสูงหล้าและต่ำใต้ ไม่พร่ามัว


องค์รามมิได้แผลงศรพรหมาสตร์ ด้วยหมายพิฆาตเข่นฆ่าทศกัณฑ์
ที่แท้เพียงช่วงชิงสีดากลับคืนมาเท่านั้นเอง
พระโยคาวจรแผลงศรความเพียร จะหมายมั่นเข่นฆ่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน ออกจากใจก็หาไม่
ที่แท้เพียงช่วงชิงนิพพานกลับคืนมาเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุดังนี้แหละ องค์ราม จึงเป็นองค์รามผู้งามเย็น
ด้วยเหตุดังนี้แหละ พระโยคาวจร จึงไถ่ถอนกิเลสตัณหา ด้วยปฏิปทาอันเยือกเย็น
ผู้ใดหมายมั่นจะดับไฟ เขาจะเร่าร้อนเพราะฟอนไฟ ผู้ใดเสาะหาความเย็น เขาจะเย็นใจ

เพราะไม่เห็นแก่ตน จึงมีเวลาให้ปวงชน เพราะไม่เห็นแก่บ้าน จึงมีเวลาให้แก่เมือง
หากเมืองถูกไฟไหม้ บ้านจะอยู่ได้อย่างไร หากปวงชนล่มสลายไป เราย่อมเป็นอยู่ยากลำบากยิ่ง
พระพุทธองค์ตรัสไว้ ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด
ดังนั้นในกาลใดๆ เราก็ไม่ควรถามตนว่า เราจะได้อะไร แต่จงถามตนว่า ณ เวลานี้เราจะให้อะไรแก่ใครได้บ้าง

แตกแยก ออกจากหมู่โจรเป็นความดีงาม สามัคคีอยู่ในหมู่โจรเป็นความต่ำทราม
ในขณะที่โจรปล้นบ้าน มันมักบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เพื่อมันจะได้ปล้นสะดวกขึ้น
หากใครส่งเสียงขึ้นมา มันจะฆ่าทิ้ง และบอกคนเหล่าอื่นว่า ผู้ส่งเสียงขึ้นมาเป็นผู้ก่อให้เกิดความวุ่นวายแตกแยก
แท้แล้วคำสั่งให้อยู่ในความสงบของมัน คือคำสาปที่เลวร้าย
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องแตกแยกเพื่อชีวิตที่ดีกว่า
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องส่งเสียงขึ้นมา เพื่อระดมพลกำจัดโจรปล้นให้หมดไป
ในการรักษาบ้านบางครั้งต้องหลั่งเลือด เช่นนี้เป็นเรื่องธรรมดา
ในการรักษาเมืองหากต้องหลั่งเลือดยิ่งกว่า จะแปลกอะไร ?
และทุกการเกิดใหม่ มีการหลั่งเลือดเสมอ!

ความลำบาก ไม่ใช่ความทุกข์ แต่ที่ไม่เป็นสุขในความลำบาก เพราะเราอยากอยู่สบาย
เมื่อใดที่เราเห็นโทษ เห็นความเสื่อม ในความสบาย เห็นประโยชน์ที่เราได้จากความลำบาก
เราจะเป็นสุขมาก แม้มีเรื่องต้องลำบากในชีวิตในมุมคิดของใครอื่นก็ตาม.


ไม่มีความเจ็บ สำหรับคนใจพระ ไม่มีความจน สำหรับคนใจพอ
ไม่มีความเจียมตน สำหรับคนใจพาล ไม่มีสุขจริง สำหรับใจฟุ้งซ่าน
ไม่มีปัญญาญาณ สำหรับคนหลงโลก และไม่มีความรุ่งเรือง สำหรับคนโลเล

ชีวิตที่หมักหมม พอกเพิ่มไปด้วยบาป จะด้อยสง่าราศรี ขี้อาย หลงลืมง่าย
สติปัญญาพล่าเลือน เสียงไม่แจ่มใส ใครอื่นไม่เชื่อถือ ไม่มีน้ำใจให้
หนักเข้าการงานไม่เดิน การเงินพินาศ ขาดมิตร ขาดญาติสนิทจริงใจ
... เหล่านี้เป็นกรรมสาป จากบาปก่อให้เกิด

ไม่รู้จักไว้วางใจใคร ตนก็ต้องแบกภาระทุกอย่างไว้ลำพังตน
ยิ่งหลงตนเท่านั้นเป็นคนสำคัญ คนร่วมงานไม่นานวันก็จะจากไป
เพื่อการทำงานดำเนินไปดี ต้องรู้จักไว้วางใจใครอื่นบ้าง
และปล่อยวางความหลงตนเป็นคนสำคัญด้วย.

วันวานผ่านไปแล้ว วันพรุ่งยังมาไม่ถึง วันนี้เท่านั้นที่อยู่ในมือเรา
เสียใจเสียดายกับวันวานผลาญพลังงานไปเปล่า
เพ้อพกหรือวิตกกังวลกับอนาคต ก็เหมือนนั่งตดให้ตนเองดม อารมณ์จะเสียไปเปล่า
เพียงทำวันนี้ให้ดี สุขของวันนี้ก็มี และวันพรุ่งต้องรุ่งเรืองแน่นอน

สติทบทวนตนเห็นกิเลสเป็นเหตุ ให้เกิดละอาย(หิริ) เป็นอริยทรัพย์
สติทบทวนตนเห็นกิเลสเป็นเหตุ ให้ขวนขวายหาความรู้(โดยเฉพาะปัญญา)
สติทบทวนตนเห็นกิเลสเป็นเหตุ ให้อยู่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน (ลดอัตตา)
สติทบทวนตนเห็นกิเลสเป็นเหตุ ให้เมตตารวมทั้งเห็นคุณค่าคนเหล่าอื่นง่ายขึ้น

พุ่งเพ่ง เร่งรีบ ร้อนรน ตนจะตายไว โอกาสชื่นชมผลงานหามีไม่...

โลกนี้ใหญ่ยิ่ง และไม่มีใครยิ่งใหญ่ กระทั่งโลกขาดใครไม่ได้
ดังนั้นอย่าได้หลงตนเป็นคนสำคัญ และเพียงคนจากไปไม่นานวัน...โลกก็จะลืม
ลืม...คำเดียวสั้นๆ เพียบแน่นความหมาย สรรพสิ่งสุดท้าย มีสิ่งใดไม่ควรลืม
เรามีปัญญาลืมโลก ไม่โศกเศร้า เรามากอัตตาโลกลืมเรา จะเศร้าโศก

ความเลวที่ร้ายกาจ เริ่มจากประมาทในความเหลวไหลเล็กๆน้อยๆ
ความดีที่ยิ่งใหญ่ เริ่มจากความตั้งใจทำดีเล็กๆน้อยๆเช่นกัน
การเริ่มต้นนั้นสำคัญยิ่ง หากพลาดผิด แม้นิดน้อย แต่นานวันไปก็ไม่นิดน้อย
เหมือนคนเดินผิดทาง ยิ่งก้าวก็ยิ่งยาวไกล
ดังนี้การเริ่มต้นที่ถูกต้อง การใส่ใจในคุณงามความดี แม้จะเล็กน้อย ก็ต้องตั้งใจไปทุกเวลาวาระ

ยกตนข่มคน ผลคือโดดเดี่ยวเดียวดาย และคดีหมั่นไส้มากหลาย
น้อมตนชื่นชมคน ผลคือมากมีมิตรสหาย และได้ซึมซับรับดีใส่ตนมากมาย

เกิด แก่ เจ็บ ตาย ตรงไหนก็สำคัญ แต่ภารกิจสร้างสรร เสียสละ สะสาง สำคัญกว่า
อยู่ตรงไหนกับใครก็สำคัญ แต่อยู่กับตัวและใจนั้นสำคัญกว่า

การวัดค่าผู้ให้ ต้องถามใจผู้รับหากผู้รับประทับใจ ผู้ให้ก็มีค่า
การวัดค่าผู้ให้ โดยไม่รู้ใจผู้รับ ถามใจผู้รับ นับเป็นอัตตาของผู้วัดค่าโดยแท้

ช่วยให้คนมีกินมีใช้ ก็ดี แต่ช่วยให้คนรู้กินรู้ใช้ ดีกว่า ช่วยคนให้พึ่งตนได้ ก็ดี แต่ช่วยคนให้ช่วยคนได้ดีกว่า

จริงอยู่ เราอาจมิได้เป็นดวงตะวัน จันทรา ทั้งเรามิอาจเป็นดาวได้ทุกน่านฟ้า
แต่เราสามารถเลือกน่านฟ้า ที่จะโดดเด่นเป็นคุณค่าแด่ตน และคนอื่นได้มิใช่หรือ?
ก่อนดาวดับ ลับลา จากฟ้ากว้าง ดาวยังสร้าง สีสัน ให้ฝันใฝ่
ก่อนชีพดับ กลับกลาย มลายไป ควรทำกิจ กรรมใด ให้ฟ้าดิน

ปรารถนามากบารมี ต้องเป็นคนดีที่ดูงาม
งามใดที่ไม่ประกอบด้วยคุณความดี งามนั้นก็เหมือนดอกไม้สวยสีแต่ไร้กลิ่นหอมชื่นใจ
ดีใดที่ไม่ประกอบด้วยความดูงาม ดีนั้นก็เหมือนดอกไม้กลิ่นหอมชื่นใจแต่ไร้สีสันสดสวย
ปรารถนามากบารมีต้องเป็นคนดีที่ดูงาม
คือเป็นประหนึ่งดอกไม้สวยสี และกลิ่นหอมชื่นใจดี ฉะนั้น

แล้งน้ำใจ ไร้เมตตา กรรมกิริยาย่อมกระด้างกระเดื่อง น้ำเสียงและถ้อยคำก็นำไปสู่มากเรื่อง
ชีวิต หากยังเห็นค่ามิตรไมตรี และไม่ปรารถนามากเรื่อง ต้องขวนขวายแจกน้ำใจ ให้เมตตาอยู่เนืองๆ

ไม่เห็นแก่ความสงบของสังคม คนก็จมอยู่ในความเห็นแก่ตัว
รวยแล้วไม่รู้จักพอ คนก็เอาเปรียบขี้ฉ้อเขาไปทั่ว


คนมีปฏิภาณ สามารถได้ยิน โดยใครอื่นยังไม่ต้องเอ่ยวาจา
คนมากอัตตา แม้ใครกล่าวออกมาก็ไม่ได้ยิน

เล่าเรื่องไม่ตลก แม้จะบอกใครอื่นว่า เรื่องนี้ขำมาก กระนั้นคนฟังก็หัวเราะไม่ออก
แจงธัมมะไม่แจ่มแจ้ง แม้จะบอกใครอื่นว่า ธัมมะนี้ละเอียดลึกซึ้ง กระนั้นคนฟัง ก็ไม่เกิดปีติศรัทธา
ดังนี้ จะมีประโยชน์อะไรที่จะคุยโวว่าตนรู้เรื่องตลก
แต่จงให้เสียงหัวเราะของผู้ฟัง เป็นสิ่งยืนยันออกมาเถิด
จะมีประโยชน์อะไรที่จะคุยโวว่าตนรู้ธรรมละเอียดลึกซึ้ง
แต่จงให้ปีติศรัทธาของผู้ฟัง เป็นสิ่งยืนยันออกมาเถิด

ไม่ชวนเลื่อมใสใดเลย ที่คุยโวว่าตนวิเศษวิเสโสอย่างนั้นอย่างนี้
เพียงแจงปัญญาออกไปด้วยไมตรีเมตตา อย่างถึงพร้อมด้วยอรรถ ธัมมะ นิรุตติ ปฏิภาณ
ปานนี้คนฟังก็รู้แล้วว่าน่าเลื่อมใส น่ายกไว้ให้ค่า เชิดชูบูชาเพียงไหน!

คนทุกคนมีคุณ ของทุกของมีค่า สำคัญว่าจับวางลงที่ตรงไหน ใช้สอยถูกความสามารถหรือไม่ ?
ดังนี้ ผู้มีปัญญา จะไม่ดูหมิ่นของ จะไม่ดูหมิ่นคน แต่จะเสกคนให้เป็นพระ เสกขยะให้เป็นบารมี!

เอาแต่ขวนขวายแสวงหาสินทรัพย์ ผลลัพธ์ได้เป็นกฎุมพี
เอาแต่ขวนขวายปรนเปรอบำเรอตน มีผลให้กลายเป็นอลัชชี
ส่วนผู้ใดขวนขวายช่วยเหลือเกื้อกูลมวลชน มีผลให้เป็นผู้มากบารมี
ชีวิตที่เกียจคร้านติดสบาย จะเป็นเหมือนควายในปลักตม
ชีวิตที่ขวนขวายอย่างโง่งม หรือโง่แต่ขยัน ผลที่ได้นั้นก็ไม่น่าชื่นใจ
จงขวนขวายเถิด และใช้ปัญญาเลือกเฟ้นที่ควรขวนขวายด้วย

ที่สุดแห่งการเดินทางต้องวางไฟ ไม่วางไฟ จบกิจการเดินทางหามีไม่ สำคัญที่รู้ชัด สุดหรือยังไม่สุด
หากยังไม่สุด แต่เข้าใจว่าสุด แล้วด่วนวางไฟ การก้าวหน้าสืบต่อไปก็ไม่มี (พวกนี้หลงเจโต)
หากสุด แต่ไม่รู้ชัดความสุด การหยุดถือไฟก็ไม่มี (พวกนี้หลงปัญญา)
ประเภทวิจารณ์เพื่อการจบกิจแล้วๆเล่าๆ ทั้งที่ตัวเป็นก็เป็นแล้ว กลายเป็นล้างแล้วล้างอีก

กับคำบอกกล่าวของผู้คน เราจะรู้สึกว่าเราโดน เมื่อยังไม่เปิดใจรับเพื่อปรับปรุงตน
เราจะรู้สึกว่าเราได้ เมื่อเปิดใจรับพร้อมปรับปรุงตน
กับคำบอกกล่าวของผู้คน หากเรารู้สึกว่าเราได้ เช่นนี้จะนำไปสู่นอบน้อม ศรัทธา
หากเรารู้สึกว่าเราโดน เช่นนี้จะนำไปสู่แข่งดีมีอัตตา

สงบอยู่ในความสงบได้ก็ดี แต่สงบอยู่ในโลกที่วุ่นวาย โดยตนยังขวนขวายในกิจเกื้อกูลได้ย่อมดีกว่า
และสัจธรรมของพุทธ สูงสุดเหมือนน้ำใสบนใบบอน กลมเกลี้ยงหมุนได้รอบทิศ ไม่ข้องไม่ติดฉะนั้น
ดังนี้วิปัสสนา จึงไม่ใช่เรื่องต้องหลบกิเลสตัณหาไปไหน

น้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้ คำสวยสั้นๆ แต่บอกชัดว่า คนรอบข้างนั่นแหละสำคัญ
ทำดีกับคนที่อยู่ร่วมกันแล้วหรือยัง?

ชีวิตเหมือนถูกอดีตโยนมา ทิ้งไว้ในป่ารกยามราตรี จะหยุดอยู่ก็ไม่ได้ จำเป็นต้องก้าวไป
โดยไม่รู้เลยว่าจะต้องประสบกับภาวะใดในเบื้องหน้า
เพื่อไม่ทุกข์หรือโชคร้ายเกินไป ต้องหาแสงไฟส่องทางให้เจอ และบอกตนไว้เสมอว่า นี่แหละชีวิต
เช่นนี้เราจะไม่ทุกข์เกินไป ด้วยเข้าใจความเป็นธรรมดา และมีปัญญาเป็นแสงสว่างนำเดิน

หมองใจ หลั่งน้ำตา เสียเวลา เสียประโยชน์ เมื่อวิบากกรรมตามมา ก็เผชิญหน้ากับมันไป
แม้ต้องเจอกับการสูญเสียใดๆ ใจอย่าได้เสียสูญก็แล้วกัน
ขอเพียงใจยังดี กำลังยังมี โอกาสสร้างสรรเสียสละยังมาก เท่านี้ก็เป็นการได้ที่ไม่น้อยแล้วมิใช่หรือ?
และรู้ไว้ รุ่งเรืองมิใช่อยู่ที่คนยอมรับไม่รู้แล้วไม่รู้เลิก
หรือถึงพร้อมด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขใดๆ ไม่ใช่
แต่อยู่ที่ใจได้รื้อสางเวรภัย ชีวิตได้สะสม การเป็นคนมีคุณค่ายิ่งๆขึ้นไป
สูญ : แสงสว่าง, สุญญตา ,ใจเป็นศูนย์

เมื่อต้องการเงิน แม้ขยะหนึ่งกอง ก็ไม่สู้เพชรหนึ่งก้อน
เมื่อต้องการดื่ม แม้น้ำเค็มเต็มทะเล ก็ไม่สู้น้ำจืดหนึ่งแก้ว
หลายเรื่องในมนุษย์เรา ความมากคุณค่า มิได้อยู่ที่จำนวนมากเท่านั้น
การพูดก็เช่นกัน แม้เวลาน้อยไปบ้างจะเป็นไรไป ใส่ใจให้แน่นด้วยสาระธรรมก็แล้วกัน

ผิดพลาดบกพร่องเป็นเรื่องธรรมดา
รู้โทษความผิดพลาดบกพร่อง แล้วตั้งใจแก้ไข เป็นเรื่องน่าโมทนา

ความทุกข์ของคน บ่อยหนเกิดจากคิดมากเกินไป เล็งโลกแง่ลบเกินไป
แล้วใจตนก็ไม่เบิกบาน งานก็ไม่ดี สัมพันธ์ภาพก็ล้มเหลว
หากต้องคิด คิดเถอะ คิดแง่บวกกับตนกับคนบ้าง ให้ใจดี แล้วดีอีกหลากหลายจะตามมา

เมื่อหยั่งรู้อนาคตไม่ได้ ตั้งท่ามากจะมีประโยชน์อะไร ตั้งใจจะดีกว่า
ตั้งท่าเป็นความกังวล ตั้งใจเป็นความเชื่อมั่นในตน

เงินทองเป็นของมายา กำลังวังชาเป็นของจริง
เงินทองเก็บไว้อาจไม่ได้ใช้ แต่กำลังวังชาต้องอาศัยทุกวันไป
เงินทองเป็นของมายา สติปัญญาเป็นของจริง
เงินทองเก็บไว้อาจไม่ได้ใช้ แต่สติปัญญาต้องอาศัยทุกวันไป
เงินทองเป็นของมายา น้ำใจไมตรีที่ได้มาเป็นของจริง
เงินทองเก็บไว้อาจไม่ได้ใช้ แต่น้ำใจไมตรีต้องอาศัยทุกวันไป

ความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ มิได้สัมปทานไว้จำเพาะคนไร้รอยแผล
คนมีรอยแผล แต่ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ทับถมถล่มตน คนเช่นนี้ก็รุ่งเรืองยิ่งใหญ่มาเยอะแล้ว

คนไม่อาจรีดนมวัวจากหัวหมา ไม่อาจเห็นฟ้า ด้วยเดินเข้าถ้ำ
ดังนั้น ปรารถนาใดก็ต้องรู้เหตุ รู้กรรม ที่จะนำไปสู่ประสบสำเร็จให้ตรงให้ชัด
แม้การตัดกิเลสก็เช่นกัน

มีสติก็ดี เป็นไปเพื่อมีความสุข
แต่หากไม่ละเบียดเบียนเหล่าสัตว์ วิบากกรรมก็นำวิบัติมาสู่ แม้มีสติรู้ๆ นั่นเอง
พระพุทธองค์ตรัส...เมตตาเป็นมารดาแห่งกุศลธรรมทั้งปวง
ดังนั้น สติใดไม่ประกอบด้วยปัญญา และวิริยะละใจดำ สตินั้นก็นำไปสู่บรมกุศล หรือหลุดพ้นไม่ได้
เพราะการพ้นโมหะนั้น ไม่ใช่แค่มีสติรู้ตน แต่รู้ความใจดำ และทำการละวางได้ด้วย

จมูก เป็นใหญ่ในการดม ตา เป็นใหญ่ในการดู หู เป็นใหญ่ในการฟัง ก้น เป็นใหญ่ในการนั่ง
นัยนี้ ฉันใด คนก็ไม่ควรใหญ่ไปทุกที่ ฉันนั้น เพราะผู้ถูกสร้างให้ใหญ่ในทางเหล่านั้นมีอยู่.

ฝั่งเบื้องหน้าแม้สวยงามปานใด แต่หากเรือยังไม่ถอนสมอแล้ว
ฝั่งเบื้องหน้าก็เพียงมีไว้ดูไว้รู้เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่เพื่อการไปถึง
นิพพานแม้เป็นปลายทางพ้นทุกข์ปานใด แต่หากใจยังตั้งไว้ผิด ฝังไว้ผิด ไม่ถอนภพที่ติดยึดอยู่
นิพพานก็มีเพียงไว้รับรู้ ใฝ่ฝันเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่เพื่อการบรรลุถึง

เสน่ห์ของคนทำงานไม่ได้อยู่ที่เก่งอย่างยิ่ง แต่อยู่ที่รับผิดชอบสม่ำเสมอจริงๆ

รัก…ถ้อยภาวะที่บันดาลอารมณ์สวยซึ้งพึงใจสุดพรรณนา
รัก…ฯลฯ…รัก…ฯลฯ…รัก…ฯลฯ….
รัก…หากผู้ใดมิสมใจปรารถนา หรือต้องสูญเสียไป มักร้าวรานปริ่มปานจะขาดใจ
รัก จึงประหนึ่ง กุหลาบงามหนามแหลม
กุหลาบงามหนามแหลม หากพอเพียงแค่ชื่นชม มิจำต้องเด็ดดม ใครเล่าจะปวดเจ็บ
รัก แรกเพียงผ่านมา แล้วปล่อยพ้นผ่านเลยไป มิหมายใจใฝ่ปองเป็นเจ้าของ ยังจะมีรักใดให้สูญเสีย
กับกุหลาบงาม เรารดน้ำใส่ปุ๋ยดูแลให้เจริญเติบโต เพียงนั้นก็พอ
กับรัก เราหยิบยื่นความดีที่จริงใจให้แด่คนที่ตนรัก เพียงนั้นก็พอ
กุหลาบงาม หากไร้คนปองเด็ด ย่อมงดงามเนิ่นนาน
รัก หากไร้เรียกร้องสนองตอบ ไร้ใฝ่ปองเป็นเจ้าของ ย่อมเป็นรักที่สวยซึ้งสูงส่งโดยแท้

ตายเป็นเรื่องสั้น ดำรงอยู่เป็นเรื่องยาว ตายแม้น่ากลัว แต่ดำรงอยู่น่ากลัวยิ่งกว่า
เพราะผู้ตายทำบาปอีกไม่ได้ แต่ผู้อยู่ จะไม่ทำบาปอีกไม่ใช่เรื่องง่าย

คน แม้จะอยู่ในตำแหน่งแต่งตั้งปานใด คนก็มิใช่เทพเจ้าในนิยาย
ฉะนั้นเพียงถ้อยวาจาบังคับบัญชา ใช่ว่าจะยังกิจการงานให้สำเร็จลุล่วงได้ง่ายๆ
ดังนั้นอย่าได้หลงสำคัญตน อย่างได้หลงตำแหน่งแต่งตั้ง แต่จงอ่อนน้อมถ่อมตน
ขอความร่วมมือจากผู้คน และให้เกียรติ์ในหน้าที่การงานของคน
แม้การงานจะไม่ได้ดีเต็มร้อยดั่งใจ แต่จิตก็จะดีไม่น้อย…สบายใจ

สงบ…ขบคิดใคร่ครวญสักนิด จะพบชีวิตมีกรรมเกินเลยมากหลาย
มีบ้างทำเกินไป มีบ้างพูดเกินไป มีบ้างคิดเกินไป เก็บความสูญเสียกลับคืนมาสิ
ปัญญาจะผ่องใส ใจจะสงบเยือกเย็น เป็นสุขแด่ตน เป็นประโยชน์แด่มวลชนได้มากขึ้น.

ร้อยคนก็ร้อยใจ ยึดใดกับใจคน รู้เขาและรู้เรา และรู้วางก็สุขล้น
ในเธอก็อย่างนั้น ในฉันก็อย่างนี้ แน่นอนเราแตกต่าง แต่ใจกว้างก็เสรี

ทุกยิ้มเยาะและเหยียดหยาม ประกาศความโง่เขลา คนไม่โง่ ไม่งี่เง่า ใครเล่าจะทำเช่นว่า
แต่บางคนต้องรอจนฟันหน้าบอกลา ค่อยมีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง.


ชีวิต คือ ผลผลิตจากการแสวงหา การแสวงหา คือ ผลผลิตจากทิฏฐิปฏิปทา บุคคลผู้มีทิฏฐิเช่นใด การแสวงหาย่อมเป็นไปเช่นนั้น บุคคลผู้มีการแสวงหาเช่นใด ชีวิตย่อมเป็นไปเช่นนั้น ชีวิตจะเป็นมิจฉาหรือสัมมา ย่อมมาแต่การแสวงหา การแสวงหาจะเป็นมิจฉาหรือสัมมา ย่อมมาแต่ทิฏฐิ บุคคลผู้มีทิฎฐิอันเป็นสัมมา การแสวงหาย่อมเป็นสัมมา บุคคลผู้มีการแสวงหาอันเป็นสัมมา ชีวิตย่อมเป็นสัมมา บนมรรคาแสวงหาของชีวิต ไม่มีการดำเนินไปสองทิศในเวลาเดียวกัน เราจะสูงขึ้นหรือต่ำลง คงต้องเลือก เลือกไปทิศตะวันออก ออกนอกโลกเป็นโลกุตรบุคคล บุคคลผู้เสาะหาแสงสว่างหยิบยื่นให้แด่ชีวิตก็จงไป เลือกไปทิศตะวันตก หมกหมักดักดานอยู่กับรัตติกาล รัตติกาลแห่งการแสวงหาอันมืดบอดก็จงไป ไม่มีการจับปลาด้วยสองมือ เราจะสูงขึ้นหรือต่ำลงคงต้องเลือก ทางที่จะมีลาภนั้นทางหนึ่ง ทางที่จะไปนิพพานนั้นทางหนึ่ง ไม่มีการเดินถนนสองสายในเวลาเดียวกัน เราจะสูงขึ้น หรือต่ำลง คงต้องเลือก ชีวิตที่เลือกทางเดินอันชัดเจนหยิบยื่นให้แด่ชีวิตแล้วเท่านั้น จึงจะเป็นชีวิตที่น้อมไปในความเพียร น้อมไปในอธิษฐาน น้อมไปในอุดมการณ์ น้อมไปในมโนปณิธาน แล้วการหย่อนยาน ในการแสวงหาของชีวิตจะมีหรือ? เราทั้งหลายอย่าได้เป็นเช่น นางวันทองสองใจเลย

ถนนชีวิตยังทอดสู่เบื้องหน้าอีกยาวไกล การก้าวไปเพียงลำพัง คงบ่อยครั้งต้องว้าเหว่ วกวน สับสน เศร้าหมอง แต่หากบนทางสายนั้น มีกัลยาณมิตร ร่วมคิดร่วมคุย ร่วมเคียงข้างย่างก้าว เชื่อว่า แม้ลมจะรุนแรงรอนราน หนาวสะท้าน ดวงแดดจะแผดเผาผลาญ เมตตา น้ำใจ ไมตรีจากมิตรดี ย่อมทำให้อุปสรรค หรือ อุปัทวะทั้งหลาย กลับกลายเป็นดอกไม้ ดอกไม้ที่สยายกลีบ คลี่คลุมคุ้มร้อนกันลมห่มใจ ดอกไม้ แห่งภูมิปัญญา อันงดงามประดับฤทัย น้ำใจ ไมตรีและเมตตา จากกัลยาณมิตร ช่างงดงามวิจิตรกระไรปานนั้น

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main