วันเวลา คือ วันเวลาผ่านมาแล้วผ่านไป
มิเคยทิ้งสิ่งใดให้ตกค้าง ทั้งว่างไร้ร่องรอยแห่งการมาและการไป
เป็นการไร้ตัวตนที่ชัดเจน
หากมนุษย์นั่นแหละ ที่ฝั่งจำวันวานอันหวานแหวว
หรือหวาดหวั่นไว้ในใจ แล้วใช้สมมุติแห่งวันเวลา ยกมาประกอบตำนานแห่งตน
ด้วยเหตุดังนี้ วันเวลาจึงเกิดมีขึ้น ซึ่งก็เกิดมีขึ้นจำเพาะเพียงผู้หลงตำนานแห่งวันวานของตนเท่านั้น และเนื่องแต่ตำนานมนุษย์ หลากหลายรูแบบที่โลกยกย่อง ย้ำยืนยันกันว่า เป็นผู้เจริญ เป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต มีตกคลั่กอยู่มากมายกระมั่ง จึงก่อเกิดการจุดชนวนอุปาทานให้ โชนฉานในใจอนุชน
แล้วเขาผู้โชคร้ายเหล่านั้น ต่างหมายมั่นมุ่งร่างสร้างตำนานแห่งตัวตน อันสวยหรูสำเร็จรูปไว้ในใจ
พร้อมนั้นต่างเคี่ยวกรำตัวตนเตรียมถากถางกรุยทางไปในอนาคตอันงดงามด้วยความหวัง ณ ห้วงฝัน เพียงเพื่อจะเยิ้มย้อมสายตากลับมาเริงแลตำนานแห่งตน ที่ได้กลับกลายเป็นซากชีวิต เป็นกากเดนประสบการณ์ ภายใต้กลบฝังของอดีตกาลไปแล้ว และแล้วชีวิตทั้งชีวิตของเขาก็ถูกฟาดโบย ให้รุดหน้า เพื่อสมใจปรารถนา ด้วยสายแส้แห่งกาลเวลา
วันเวลา คือ วันเวลา ถ้อยคำนี้กว่าจะกระดอนออกมาจากหัวใจที่บอบช้ำ จำนวนปีแห่งการย่างก้าวย่ำโลกเหยียบเลน ก็นับได้ ๒๘ ฝน วันนี้หันสายตากลับมามองตน เห็นซากริ้วรอยของใจบอบช้ำ ที่เคยถูกกระทำด้วยตนซึ่งหลงตำนานแห่งอัตตา เป็นผู้ถือสายแส้แห่งกาลเวลากระหน่ำโบย ทำให้หวนระลึกได้ว่า สมัยหนึ่งสมัยนั้น วันเวลา เป็นเงินเป็นทอง สำหรับผู้ใฝ่ปองทรัพย์สินเงินตรา เคยนิยามทั้งทำตามนิยมดังนั้น และเพราะนิยามดังกล่าวริ้วรอยร้อนร้าวจึงฝังติดในจิตใจ
เหลือซากร่องรอยไว้ให้รับรู้ในวันนี้
จะเป็นโชคดี หรือ บารมีเก่า ก็ยากจะตอบ ถ้อยนิยาม วันเวลาเป็นเงินเป็นทอง จึงมิอาจครอบงำไปทั้งชีวิต หากที่ประจักษ์อยู่ชัดเจนคือ เสียดายการเกิดมา หากต้องเป็นขี้ข้านายทุน เพียงเพื่อได้เงินตรามาแลกซื้อทรัพย์สมบัติอันจะต้องผลัดกันชม แล้วพลัดพรากจากไปด้วยหัวใจที่ปวดร้าว ด้วยความรู้สึกลึกเร้นเช่นว่า ปฏิปทาแห่งชีวิตจึงเปลี่ยนแปลงหันมาเดินทางสายอิสรชนคนทวนกระแส
แต่!ด้วยความไม่หลาบจำ ไม่รู้เจ็บ ก็อีกแหละ ตำนานบรรพชนคนเดินมาก่อนที่โลกยกย่อง บวกแจมกับความอินโนเซนต์ของตน มันก็ร่วมก่อร่างสร้างนิยามแห่งวันเวลาบทใหม่ ฝั่งใจให้อีกว่า วันเวลา เป็นวาเป็นศอก ซึ่งก็เท่ากับเป็นกฎกำหนดให้ฉันต้องรุดหน้าทุกเวลานาที เพื่อเร่งเร็วสู่จุดหมาย เพียงเพื่อจะได้ดั่งตำนานแห่งอัตตาที่สดับรับรู้มา ว่าเลิศหรู งามล้ำ คุณธรรมประเสริฐสูงยิ่ง
หากขณะเดียวกันพร้อมดำเนินไปนั้น เราสัมผัสได้ถึงความพิรุธ ในเวทนา ความล้า ความหนักเหนื่อย ทั้งมิอาจปฏิเสธการพลัดตก จากเส้นทางแห่งเสรีภาพ หรือสัจจธรรม อันมาแต่การมั่นมุ่งพุ่งเพ่งสู่จุดหมาย ให้แก่ตน จนเกินไป จนลืมเลือนไปว่า ข้างทางนั้น มากมายสุนทรีย์ ทั้งมากมีกัลยาณมิตรผู้ร่วมเดิน
ยามนั้นจึงพ้นผ่านคืนวันอย่างเหน็ดเหนื่อยหนักหนา ประหนึ่ง หมาหอบแดด บนสายทางที่ไฟปรารถนาโชนฉานผลาญเผาเร่าร้อน ยังจำได้ถึงบทกวีที่สะท้อนออกบอกสอนปลุกปลอบตนเองว่า
เหนื่อยนัก พักสักหน่อย ปลดปล่อยวาง ว่างเสียบ้าง
หมายมั่น คั้นเค้น เส้นทาง ร้อนร้าว ก้าวย่าง เพื่อสิ่งใด
หากถึง ซึ่งที่หมาย แต่ปางตาย สลบไสล
ก้าวนี้ หรือมีชัย คุ้มค่าไหม ไขว่คว้ามา
แมกไม้ สายธาร ริมถนน สุชน ดาวเดือน เกลื่อนหล้า
เสาะเสพสังสรรค์เสวนา อบอุ่นเกินค่า กว่าปอง
พักเถอะ พักลง ตรงนี้ สัมพันธ์ ไมตรี ทั้งผอง
รู้เกื้อ ร่วมก้าว ครรลอง ฝั่งฝัน สีทอง
ถึงแล้ว
ว่าโดยจริงก็ชวนแปลก แม้เส้นทางต่างกัน หากสายแส้กลับเป็นเส้นเดียวกัน เส้นเดียวกันที่ตัวฉัน ผู้หลงตำนานสำเร็จรูปของผู้อื่นเป็นผู้กระหน่ำโบยตี
ช้ำซะไม่มี จะโทษใครได้นอกจากความหลงของตน ที่หลงนิยมนิยามตามนิยาย
เป็นได้ที่คนบนทางธรรมอาจลืมเลือนไปว่า สัจจธรรมนั้นเป็นอกาลิโก คือไร้กาลเวลา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า
มิได้ขึ้นตรงต่อการไป เพราะหากขึ้นตรงต่อการไป นั้นย่อมต้อง
อาศัยกาละ จึงมิอาจกล่าวได้ว่าเป็น สัจจธรรม
เป็นจริงมิใช่หรือว่า กาละโดยตัวมันเองมิได้มีตัวตน
หรือเป็นอัตตา ฉะนั้นการจะหลงยึดถือวันเวลา ซึ่งเป็นอนัตตา
มาเป็นพาหะของตนในการไปนั้นควรหรือ ?
อย่างไรก็เถอะ ตรงนี้เรามิอาจละเลยลืมเลือน เสียงตักเตือน ร้องขอของใจ ที่เคยสะท้อนไว้ ณ ห้วงอารมณ์หนึ่งว่า
ก้าวย่าง เนือยเนือย ใช่ปวดเมื่อย หรืออ่อนล้า
ใช่ซึมเศร้า เหงาอุรา เพียงมิรู้ว่า รีบไปทำไม
ไปมา ก็เยอะ เจอเจอะ มาเท่าไหร่
มากน้อย ล้วนฝังใจ จนที่ว่าง มันเร้นหนี
อยากดับ ทะ ยานฝัน อยากหยุดชีวัน ไว้ตรงนี้
เบื่อหน่าย แข่งขันเต็มที ของเพียงทำดี ที่จุดยืน
วันต่อวันก็พอ
ชีวิตอาจพุ่งเพ่งจุดหมายจัดจ้านเกินไป ใจมักตระหนี่ถี่เหนียวกาละ ซึ่งมิใช่ของตน แล้วผลที่ตามมาคือ ถูกลงโทษด้วยโบกกระหน่ำ
จากสายแส้แห่งกาลเวลา ต้องปวดร้าวเหน็ดเหนื่อยหนักหนา ทั้งยังถูก
บ่อนทำลาย ดุลยภาพแห่งชีวิต ดุลยภาพแห่งการแสวงหาอีกต่างหาก
.จะต้องเปลืองกล่าวไปไย กับการสมใจในจุดหมายปลายทาง
.
กระนั้นก็ตาม เมื่อก่อเกิดเป็นก้อนกายขึ้นมาทั้งที จะเป็นการดี มิใช่หรือ? หากเราจะหลีกเว้นการใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย รู้จักประหยัดมัธยัสถ์วันคืนแห่งชีวิต ไม่ใช้วันคืนแห่งชีวิต ให้เปลือง
เปล่าไปกับการก่อร่างสร้างตำนานแห่งอัตตา
พร้อมนั้นเราไม่ควรตระหนี่ตน ควรละลายตัวตนเป็นสายธารแห่งเมตตา หลั่งไหลหล่อเลี้ยงโลกหล้าให้ชุ่มเย็น ก่อนที่ชีพนี้จะกลับ
กลายเป็นไอละออง ล่องลอยคืนคลองฟ้าแล้วลับหายไปในที่สุด
เกิดมาทั้งที ควรเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ ?
ทั้งมวลทั้งหมดเป็นบทไตร่ตรองถามตน บนถนนชีวิต ที่ย่างย่ำมาเต็ม ๒๘ ฝน และดูเหมือนวันครบรอบปีเกิด ที่ผู้คนจำนวน
ไม่น้อย เขาฉลองบันเทิงรมย์กันนัก
สำหรับเราก็เท่านั้นเอง มิได้มีอะไรพิเศษ เพียงจำได้เลา ๆ ว่า
ครบรอบวันเกิด ครบรอบทบทวนตนอีกแล้ว
และแล้วก็เป็นเช่นนั้นเอง
วันเวลา คือ วันเวลา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
แต่ก็การทบทวนเพียงนี้ พอบ่งชี้หนทางอันผาสุกแห่งชีวิต
บนทิศทางธรรม ได้บ้างไหม ?
ผ่านมา ผ่านไปมีสิ่งใดควรเกาะเกี่ยว หน่วงเหนี่ยวกันทำไม ?
สัจจธรรมยิ่งใหญ่คืนผ่านมาและผ่านไป
ตลอดนิจนิรันดร์กาล
.
ส.ร้อยดาว รำพึงรำพันในวันเยาว์วัย