เส้นทางความคิด ส.ร้อยดาว
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
                                          สัมพันธ์ภาพสังคมพุทธ      
     


                  ความยิ่งใหญ่ในธรรม ไม่มีอยู่แด่ผู้ไม่รักอุทิศ ชีวิตที่ต่ำต้อยด้วยเห็นแก่ตัว เป็นความชั่วแก่ตนโดยตรง กระจายเชื้อชั่วแก่โลกโดยรอบ อุทิศเถิด เพื่อมวลมนุษยชาติ ด้วยธรรม แล้วเราจะไม่เสื่อมต่ำ ทั้งดีแก่ตนโดยตรง กระจายเชื้อดีแก่โลกโดยรอบ

                  ในความเป็นนิสิตโลกุตระ ปัญญาภาษิตดังกล่าวต้องฝังหัวให้ยิ่งไว้ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นเดียรถีย์ หลุดทางพระศาสดาได้ง่าย และพึงทราบโลกุตระวิทยาลัยนั้น มีการเกื้อกูลกันเป็นที่ศึกษา มิใช่ต่างคนต่างเตร็ดเตร่ตามประสงค์ แล้วเข้าใจว่า ตนคือนักศึกษาผู้ลุถึงซึ่งเสรี… เสรีภาพ ในการสนองภพ นั่นยังไม่ใช่อิสระเสรี ผู้ทำดีในหมู่มนุษย์ ยังสงบเย็นเป็นที่สุด นี่จึงเป็นอิสระเสรีที่แท้
                  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม เรียกว่าสังคมพุทธบริษัท ฉะนั้นจึงมิใช่แหล่งรวมนักท่องเที่ยว ซึ่งหากผู้ใดยังติดเตร็ดเตร่ นั่นก็สัมภเวสี หรือวิญญาณเก่ายังครอบงำนำเที่ยวได้อยู่ สังเกตดูย่อมเห็นได้ พวกเสือ สิงห์ กระทิง แรด ก็ชอบไปเขาไปป่า พวกกุ้ง หอย ปู ปลา ก็ชอบหาดทรายชายทะเล … ซึ่งนี่ไม่ใช่วิญญาณเสรี ยิ่งไม่ใช่พุทธวิถี
                  พระพุทธองค์ตรัส มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ หมายความว่า สังคมพุทธต้องอยู่ร่วมเป็นหลัก ดูได้ในนักบวชหากยังถูกอารมณ์หรือถิ่นเก่าทางวิญญาณ เร้าให้ต้องเตร็ดเตร่สัมภเวสีไป แต่ช่วงเข้าพรรษาต้องมาอยู่ร่วมกันตามพุทธบัญญัติ เพราะอยู่ร่วมย่อมทำให้บริบูรณ์ ตามโอวาทปาติโมกข์ ทีว่า…สพพปาปสส อกรณํ กุสลสูป สัมปทา สจิตต ปริโยทปนํ ได้โดยง่าย …
                  ซึ่งนิสิตเข้าใจดี สองตาของตัวมองทั่วเรือนร่างไม่ได้ ฉะนั้นอยู่ร่วมนี่แหละ จะมีผู้สะท้อนให้เราเห็นตนเองชัดขึ้น ซึ่งเป็นเบื้องต้นการละบาปหรือความหลงติดทั้งปวง สองมือของตน ทำกุศลถ้วนทั่วไม่ได้ ฉะนั้นอยู่ร่วม อย่างเอามือมาให้ เอาใจมาแจมนี่แหละ จะเอื้อเราเพื่อบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมได้ และเพียงหนึ่งสมอง กับสองมือตน บุคคลจะรู้ซึ้งถึงความใจดำไม่ง่าย เปลืองกล่าวไปไยถึงชำระให้ขาวสะอาด
                   ฉะนั้นอยู่ร่วม มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนี่แหละ ที่จะทำให้เรารู้ซึ้งถึงความใจดำ มีเรื่องเร้ามโนธรรมให้รักอุทิศ และมีช่องทางชำระจิตให้ขาวรอบได้ แน่นอน! ต้องอดทน ซึ่งต่างกับความอดทนบนเส้นทางเดียรถีผู้ยินดีในการสนองภพแน่นอน…เพราะ ความอดทนบนเส้นทางของพุทธ คืออยู่ในหมู่มนุษย์อย่างเกื้อกูล และตั้งมั่นไม่หวั่นไหวด้วยนิวรณ์ธรรมใดๆ
                  เชื่อมิใช่หรือที่พระพุทธองค์ตรัส เหตุแห่งการหาทรัพย์ได้ เสมอด้วยความอดทนมิได้มี และพึงเข้าใจให้ดีให้ได้ว่า ทรัพย์แท้มิได้มีอยู่นอกหมู่มนุษย์ และในหมู่มนุษย์ที่เราร่วมอยู่อย่างเป็นผู้เกื้อกูล ย่อมเป็นเบ้าหลอมบ่มเคี่ยว สติ ปัญญา เมตตา สัปปุริสธรรมให้เติบโตในตน กล่าวให้ง่ายว่า จะเก่ง ดี มีประโยชน์คุณค่า ต้องดำเนินรอยทางเดียวกับพระศาสดา คือ แสวงหาการเกื้อกูล
                   อาจไม่ง่าย เพราะอยู่กับคนไม่เหมือนต้นไม้ แต่วิถีนิสิตโลกุตระเป็นเช่นนี้ ซึ่งจะทำให้เราได้ทำ ในสิ่งที่คนอื่นทำได้ยาก ได้ทนในสิ่งที่คนอื่นทนได้ยาก ได้สละในสิ่งที่คนอื่นสละได้ยาก เยี่ยงนี้แล้วเราจึงจะได้สิ่งที่คนอื่นได้โดยยาก กล่าวคือ ความรู้อันลึกซึ้ง ความสงบอันลึกซึ้ง และความรักอันลึกซึ้ง หรือภาษาศาสนาเรียกว่า นิพพาน ดังนั้นแม้ไม่ง่าย แต่หากเป็นผู้ใฝ่ศึกษาโลกุตระวิทยาจริงแล้ว ต้องอยู่ร่วมกันให้ได้ และบทเรียนในโลกบอกสอนให้เรารู้ว่า หากประสงค์อยู่ร่วมกันอย่างสมานสามัคคี เราต้องมีศัตรูร่วมกัน …ไม่! ไม่ใช่ใครคนนั้น เราหมายตามพระบรมครูโดยนัยที่ว่า ทุกข์เป็นภัยใหญ่ในหมู่มนุษย์ อวิชชาเป็นศัตรูร้ายที่สุด
      
                  เชื่อว่าหากผองเราเห็นความทุกข์เป็นภัย เห็นอวิชชาเป็นข้าศึกที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกันเช่นนี้ การวิวาทบาดหมางย่อมลดลง ความรัก ความปรารถนาดีจะมีให้กันมากขึ้น ที่สำคัญเราจะไม่หักนิ้วครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนนิสิต ที่ชี้บอกหรือสะท้อนให้เห็นอวิชชาหรือกิเลสตัณหาในตน ทั้งยังจะขอบคุณ และเข้าข้างผู้ช่วยชี้บอก เพื่อร่วมมือกันกำจัดข้าศึกศัตรูที่สิงสู่อยู่ในตัวด้วยซ้ำ นี่เป็นประโยชน์ใหญ่ในการอยู่ร่วม ทั้งเป็นนัยที่ต้องเข้าใจเป็นเบื้องแรกให้ได้สำหรับนิสิต มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นผู้เห็นอวิชชา กิเลส ตัณหา หรืออัตตา เป็นตน แล้วคอยปกปักพิทักษ์มันไว้ ซึ่งหากเช่นนี้แม้ศึกษาปฏิบัติไปนานปานใด …ไม่รุ่ง!
                  เมื่อเลือกแล้วที่จะเป็นนิสิตสังคมพุทธ การอยู่ร่วมเป็นเรื่องไม่ควรเลี่ยง และเพื่ออยู่ร่วมจะมีความหมาย นิสิตทั้งหลายควรตระหนักงามวลีนี้ไว้ เพียงบุปผาคลี่บาน จักรวาลก็สั่นไหว หมายความว่า ทุกบทบาทพฤติกรรมที่แสดงออก มีผลกระทบทั้งสิ้น เราสมควรตระหนักสร้างสรร กำนัลกุศลแด่ผู้คนเป็นอาจิณ ซึ่งความที่กล่าวแล้วมีวาทะพระศาสดารับรองที่ว่า ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น ควรทำตนให้เป็นคนเลี้ยงง่าย และกายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่อีก คำความเหล่านี้หากไม่เห็นสำคัญ ไม่จัดสรรตนตาม เชื่อเลยว่าเราเลี่ยงการเป็นแบบอย่างสร้างบาปมิได้แล้ว ยิ่งอยู่ในหมู่คน บาปอกุศลยิ่งแพร่เชื้อได้ไกล และเราต้องแบกรับวิบากบาปสักเท่าไร? จริงอยู่การทำดีหรือกุศลไม่ง่ายเหมือนล้างก้น แต่อย่างไรชีวิตต้องผ่านการกระทำ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ควรมิใช่หรือที่ ทุกกิจกรรม ทุกคำกล่าว ทุกเรื่องราวที่เราคิด แม้ที่สุดทุกขณะจิตแห่งชีวิต…
                  เราควรทำดี ให้ดีที่สุด เก่งที่สุด เป็นประโยชน์คุณค่ามากที่สุด
                  เราควรพูดดี ให้ดีที่สุด เก่งที่สุด เป็นประโยชน์คุณค่ามากที่สุด
                  เราควรคิดดี ให้ดีที่สุด เก่งที่สุด เป็นประโยชน์คุณค่ามากที่สุด
                  ซึ่งเป็นทั้งประโยชน์ตน และประโยชน์ท่านโดยแท้ และธรรมดา อยู่ร่วมกับผู้คนย่อมส่งผลเป็นสอง คือเป็นที่ชื่นชอบหรือชิงชัง ยังอารมณ์ชื่นหรืออารมณ์ช้ำให้เกิด จริง…นิสิตควรเป็นที่ชื่นชม มีอารมณ์แช่มชื่น แต่ไม่ง่าย เพราะในบางกรรมที่ทำ แม้นิสิตไม่ผิดจริง ก็อาจเป็นที่ผิดใจได้ แม้ดีจริง ก็ยังเป็นที่หมั่นไส้ได้ ที่สำคัญตนเองนั่นแหละ กว่าจะเข้าตากรรมการ ประมาณสัปปุริสธรรมได้ดี นี่สิยาก …ต้องฝ่าฟัน และเหล่านี้คือโจทย์เพื่อทำใจ แม้จัดจ้านปานใดก็สมควรอารมณ์ดีให้มากไว้ โบราณยังเคยปลอบ คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ซึ่งจริงแท้แค่ใดควรตรวจสอบภาษิตนั้นดู และรู้ไว้ด้วยว่า…แม้พระพุทธองค์ทรงทศพล ก็ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับ เราควรดับธุลีหมองแห่งใจเรียกร้องการยอมรับให้สิ้น พร้อมเพียรพัฒนาปรีชาญาณอยู่เป็นอาจิณ ซึ่งหากเขาไม่ยอมรับเราก็สบายใจ เขายอมรับประโยชน์ท่านของเราก็ยิ่งใหญ่
                  รู้ไม่ใช่หรือ…ผู้มากบารมีใช่เพียงอยู่เฉยๆก็ได้มา แต่วิริยะและปัญญานำมาซึ่งบารมี โดยจริงก็มีส่วนดีที่มีคนยอมรับบ้าง ปฏิเสธบ้าง กับคนยอมรับก็ไม่ควรเหลิงใจไปลุ่มหลง กับผู้ปฏิเสธก็ไม่ควรแหนงหน่ายคลายปรารถนาดี ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ หากถือสาผู้เยาว์ เมตตาและปัญญาบารมีเพิ่มได้แต่ไหน? ดังนั้นควรยิ่งหากเราจะตอกย้ำเตือนตน ให้รู้จักวางใจกับผู้ไม่เข้าใจ และอภัยกับทุกผู้ทุกคน ฝากปัญญาภาษิตบทนี้ไว้เป็นไกด์นำทางสร้างสุขในการอยู่ร่วมอีกหนึ่งบท…ไม่มีความเจริญในธรรม หรืออรหัตผลแด่คนผู้ไม่รู้จักอภัย เพียงใจรู้แจ้งไฟโทสะ การละก็สมควรยิ่งแล้ว เพราะอภัยจึงอบอุ่น เพราะอภัยจึงยิ่งใหญ่ เพราะอภัยจึงหนักแน่นสุขุมภายใน เพราะอภัยปัญญาญาณจึงพัฒนาการยิ่งๆขึ้นไป อภัยเถิด อภัยทุกวินาที อภัยทุกชีวิต อภัยไปตลอดโลก แล้วเราจะสิ้นไร้ใจโศกอย่างแท้จริง.
                  จริงเท็จแค่ไหน เชิญพิสูจน์ทดสอบไป และเพื่อง่ายต่อความสบายใจ รู้ไว้เถอะว่า โลกนี้มีความถูกแค่สองเท่านั้น คือถูกจริง กับ ถูกใจ เช่นกัน ความผิดก็สองนัยคล้ายนั้น คือ ผิดจริง กับ ผิดใจ ถูกใจใคร หากไม่ใช่สัจจะ คุณค่าความหมายย่อมไม่มาก และอาจไม่มี กับที่มีแม้ให้ความรู้สึกเหมือนดี แต่โดยคุณค่าความหมายที่แท้…ไม่ดีแน่! ส่วนผิดใจใคร หากเป็นไปด้วยสัจจะ แม้โลกยังไม่นอบน้อมยอมรับ แต่ใจผู้ดำเนินไปด้วยสัจจะ ก็ได้ลิ้มลองรสชาติแห่งสัจจะหรือความถูกจริง แล้วจริง…
                  แต่แม้เข้าใจตนถูกต้องตรงจริงแล้ว ก็อย่าด่วนเหลิงใจไป ในฐานะนิสิต หากยังไม่จบกิจรับโลกุตระปริญญา ควรตอกย้ำเตือนตนไว้เสมอๆเถอะว่า…ตราบยังไม่พ้นปลักแห่งความหลง บุคคลไม่พึงอวดทรนง การบรรลุความดีไม่ง่ายเหมือนล้างก้นเปื้อนขี้ แม้ความเก่งก็ประหนึ่งร้านเช่าที่เรายังซื้อไม่ได้ มีเพียงความเป็นอเสขะบุคคลเท่านั้น ที่บรรลุความดีอย่างคงมั่น เป็นคนเก่งไม่กลับแพ้
                  จงนอบน้อม หนักแน่น และเอาจริงในสิ่งประสงค์เถิด
                  
                  
สุขในการสร้างสรร สวรรค์ นิพพาน และวิญญาณเสรี จงเกิดมีแด่นิสิตทุกผู้ที่อยู่ร่วมสังคมพุทธ
                                                                        ปรารถนาดีจาก ส.ร้อยดาว ๒๗ กรกฏาคม ๒๕๔๓

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main