เส้นทางความคิด ส.ร้อยดาว
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
                                          แด่นิสิตใหม่ โลกุตระวิทยาลัย      
     


กระดาษสีขาว แบกรับเรื่องราวหลากหลาย ซึมเศร้าเหงาคลั่งซังกะตาย เขียนระบายบอกเขาให้เข้าใจ
กระดาษสีขาว ดั่งพี่ชายพี่สาวและเพื่อนใหม่ ดั่งแม่พ่อก่อกรุ่นอุ่นละไม ดั่งกระจกส่องใจส่องวัยวัน
กระดาษสีขาว คล้ายดวงดาวถามไถ่ความใฝ่ฝัน คล้ายคัมภีร์ผู้กล้าผู้ฝ่าฟัน คล้ายฟากรุ้งโรมรันของนักรบ
กระดาษสีขาว แบกรับเรื่องราวไม่รู้จบ ทุกพลัดพรากจากกันหรือผันพบ ทุกประสบต่างประสิทธิ์ซึ่งวิชชา
กระดาษสีขาว นิยามยาวได้ยิ่งสิ่งล้ำค่า กระดาษนี้บันทึกเถิดเกิดปัญญา ลิขิตมาบอกมิตรด้วยไมตรี…

                  นิสิตใหม่โลกุตระวิทยาลัย…บทกวีข้างต้นนั้นเรากำนัลแด่เธอ และยินดีด้วยที่เธอมีโอกาสได้มาศึกษาเรียนรู้ตนในรอยทางพระศาสดาอีกครั้ง และจะยินดีด้วยอย่างมากหากการศึกษาครั้งนี้เป็นที่สุด หยุดโลเลอ่อนไหวมาๆไปๆดุจใบอ้อล้อลมเสียที…เธอคงรู้ วันผ่านไป วัยก็เปลี่ยนตาม และในความชราไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้เท่าไรนัก…
                  จำได้สมัยหนึ่งเราเคยถามตน…ระหว่างอยู่ให้ผู้เป็นอาริยะชี้นำ หรือศึกษาหลักธรรมคำสอนของปราชญ์ศาสดา กับไปเสียเวลาให้ปุถุชนสั่งสอน หรือไปเตร็ดเตร่เป็นขี้ข้านายทุน เราเลือกประเด็นไหน?
                  หลายปีผ่าน เราสุขอย่างยิ่งที่การตัดสินใจเลือกประเด็นแรก ไม่เคยทำให้เราหมองเศร้ามาเลยแม้น้อย… ว่ากันว่า ชีวิตคือการเรียนรู้อันนิรันดร์ตราบผู้นั้นยังไม่ปรินิพพาน และการเรียนรู้อยู่ในรอยทางพระศาสดา เป็นมรรคาสายเดียวที่ทุกคนต้องมาศึกษา ซึ่งในมรรคาสายอื่นหากจะหลีกเว้นย่อมไม่เป็นไร แต่หากใจทุกดวงแสวงหาการพ้นทุกข์หรือสบสุขแท้จริงแล้ว มรรคาสายนี้เว้นไม่ได้จริงๆ…ต้องมา ต่างแต่ว่าใครมาช้า ใครมาเร็ว ผู้ใดมาเร็วอาจเรียนจบพบความพ้นทุกข์ไปก่อน ส่วนผู้ใดมาช้าแม้ว่าด้วยหลายเหตุปัจจัย แต่นัยหนึ่งกล่าวได้ว่า ยังถูกโลกโขกสับไม่มากพอ อาจต้องรอให้บอบช้ำได้ที่กว่านี้คงมา ซึ่งมิแน่ว่ากี่ภพชาติสำหรับใครบางคน และบางคนแม้มาได้ มิทราบไปผ่านเปื้อนโลกโชกชุ่มแล้วเพียงไหน? ต้องมาใช้เวลาชำระชะล้างเนิ่นนานปานใด?
                  การเรียนรู้อยู่ในรอยทางพระศาสดา หรือโลกุตระวิทยาลัยแห่งนี้ หากกล่าวโดยอจินไตย เราต่างเคยเข้าศึกษา เพียงแต่ภพชาติผ่านมา เราออกจะเป็นสานุศิษย์ที่ดื้อด้านต่อการเรียนรู้ ไม่จริงใจจริงจังต่อการศึกษา การจบกิจสูงสุดในพุทธศาสตร์จึงไม่เกิดมีแก่เราซักที ชาตินี้จึงต้องมาเรียนต่อ เป็นการดีมั้ยหากวินาทีต่อไป จะเป็นวินาทีแห่งความจริงจัง จริงจังตั้งใจเรียนรู้ จริงจังดั่งคำปฏิญญาที่พระศาสดาซึ่งเป็นบรมครูแห่งเราตรัสด้วยชีวิตเป็นเดิมพันว่า… แม้เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที ตราบใดที่ยังไม่บรรลุวิมุติสูงสุด อันบุรุษจะพึงทำได้ด้วยเรี่ยวแรง ด้วยความบากบั่น ด้วยความขยันอุตสาหะแล้วไซร้ จะคลายความเพียรเสียเป็นไม่มี
                  พระบรมครูของเราเอาชีวิตเป็นเดิมพันปานนั้น จึงบรรลุสัจธรรมและหยั่งลงเป็นมรดกโลกสืบถึงปัจจุบัน หากกล่าวเป็นความโชคดีที่พวกเราได้มีโอกาสศึกษา ยืนยันได้ว่าโชคดียิ่ง เพราะโดยจริงสัจธรรมหรือภูมิรู้ระดับปราชญ์ศาสดา มิใช่ภูมิรู้ที่สั่งสมเพียงชาติใดชาติเดียว แต่เป็นผลสรุปจากการศึกษานับเอนกอนันต์ชาติ…ถึงเวลาหรือยังที่จะทำความโชคดีนี้ให้มีผล! จริงจังตามรอยพระบรมครูของเราซักทีดีมั้ย?
                  รู้อยู่มิใช่หรือ… ชีวิตก็เหมือนเรือน้อยในทะเลใหญ่ สัตว์ร้ายคลื่นลมพร้อมจะจมเรืออยู่เสมอ ตราบยังไม่บรรลุถึงฝั่ง วูบวาบหวั่นไหวอยู่ร่ำไป ทางเดียวที่แก้ได้คือไปให้ถึงที่สุด หยุดลอยคว้างกลางมหาทะเลกันเสียที
                  เหนื่อยนะหากจะลอยคอรอคอย หรือล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง! เพื่อจริงจังตั้งมั่นในการเรียนรู้ตามรอยพระศาสดา เราอยากบอกว่า อธิษฐานเป็นกิจสำคัญ เพราะนักปฏิบัติธรรมที่ไร้อธิษฐาน ก็เหมือนทหารในป่าทึบใหญ่ไร้เข็มทิศ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงออกพ้นไปได้ และแม้มีอธิษฐานแล้ว การทวนย้ำก็สำคัญยิ่ง เพราะนักปฏิบัติธรรม ที่ไม่มีการทวนย้ำอธิษฐาน ก็เหมือนทหารในสมรภูมิศึกที่ไม่มีการซ้อมรบ รอแต่พบแพ้พ่าย และตายอย่างเสียศักดิ์ศรี
                  การอธิษฐานเป็นเบื้องต้นของการกำหนดรู้ตน เตือนตน พัฒนาตน ซึ่งเหล่านี้ทำให้เราชิดใกล้ตนเองมากขึ้น รู้จักตนเองมากขึ้น และcontrolตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งหากชีวิตมิใช่เช่นนี้ เราหรือมิกลายเป็นขี้ข้าชีวิต และแน่นอนทุกข์ระทมด้วยถูกข่มเหงจากกิเลส ตัณหา!
                  เข้าใจมิใช่หรือสำหรับคนบนทางธรรม…แพ้เป็นเรื่องใหญ่ ตายเป็นเรื่องเล็ก การอยู่อย่างพ่ายแพ้ เหมือนแก้ผ้าไม่อายเด็ก ล่อนจ้อนอุจาดประกาศตัวตน(ดังนี้กลัวอะไรหากจะตายเพื่อได้ชัย) ฉะนั้น เพื่อความเจริญก้าวหน้าในรอยทางพระศาสดา…ต้องอธิษฐาน! และไม่ควรทำเพียงวาจา ควรเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย อยากบอกว่า กระดาษสีขาว ที่เราเขียนลงไป เป็นประจักษ์พยานในการตั้งใจจริงได้ดีมาก และเป็นสิ่งดีๆดังกวีกล่าวแล้วเบื้องต้น …
                  นิสิตใหม่โลกุตระวิทยาลัย... คนบ้านั้นกว่าเขาจะเป็นบ้า เขาก็ย้ำคิด ย้ำคำ ย้ำกรรมกิริยา ที่จะนำพาเขาไปสู่ความเป็นบ้า เขาจึงบ้า ผู้จะเป็นคนดี เป็นปราชญ์ เป็นศาสดา ก็ต้องย้ำคิด ย้ำคำ ย้ำกรรมกิริยา ที่จะนำพาไปสู่การเป็นคนดี เป็นปราชญ์ เป็นศาสดา ดุจกันปานนั้น ท่านจึงเป็นคนดี เป็นปราชญ์ เป็นศาสดา การตอกย้ำช่วยเราได้มากจริงๆ
                  ถาม…เพื่อความเจริญยิ่งในการพัฒนาตนบนเส้นทางธรรม หากจะใช้ สมุดสักเล่ม ดินสอสักด้าม ยางลบสักอัน และกาลอันควร เพื่อการทบทวน ตอกย้ำ เตือนตน ทั้งเป็นประจักษ์พยานในการตั้งใจ มากไปมั้ย? หากคำตอบคือไม่ แล้วลงมือกระทำ เชื่อว่าการตามรอยชิดใกล้พระศาสดา คงต้องเกิดมีแก่เธอในกาลอีกไม่นานแล้ว…
                  ยืนยันว่าเยี่ยงนี้ทำให้สุขุมรอบคอบมากขึ้น รู้จักจุดควรปรับ ควรปรุง ควรปลงมากขึ้น …แน่นอนสักวันต้องเลิศเลอperfect โดยจริงยังมีปรารถนาดีที่อยากกำนัลสู่กันอีกมากอยู่ แต่ประมาณดูเห็นควรแค่นี้ก่อน ซึ่งแม้เพียงนี้ คงเป็นกำลังใจให้นิสิตร่วมโลกุตระวิทยาลัย ได้มีไฟในการศึกษาพัฒนาตนเพิ่มขึ้นบ้าง
                  ท้ายสุดของการเริ่มต้น อยากบอกว่า…เพียงสำรวจตนเองก่อนนอน เขียนถ้อยคำสอนตอกย้ำเตือนตนทุกวัน ชาตินี้แม้อาจไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่มีไหมใครกันไม่ดีขึ้น! ต้องดีขึ้น…เพราะเพียงตั้งใจใฝ่ดี ก็ไม่มีแล้วที่ใครจะไม่ดีขึ้น คือเมื่อใดที่ปรารถนาสุดยอดแต่ประพฤติสุดแย่ สายแส้แห่งปรารถนาหรือมโนธรรมสำนึก จะฟาดโบยเรา เร้าให้เราลุก ปลุกให้เราเพียร เพียรจริงในสิ่งมุ่งมากขึ้น แล้วไม่รุ่งได้อย่างไร!
                  สงบเย็นเป็นประโยชน์ จงเกิดมีแด่นิสิตใหม่โลกุตระวิทยาลัยทุกคน
                                                                            ปรารถนาดีจาก ส. ร้อยดาว ๒๖ พฤษภาคม ๒๕ ๔๓

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main