ผู้ตายแม้ไม่เอ่ยวาจาแต่แสดงสัจจะออกมาไม่น้อยจริงๆ
ผู้อยู่จึงสมควรเก็บมาคิดและพัฒนาชีวิตให้ดียิ่ง
เพราะพรุ่งนี้เราอาจเป็นเช่นคนตายทรัพย์สินทั้งหลายที่มีจะถูกเปลี่ยนเจ้าของ
ผู้คนที่สนใจก็จะจากกันไปนานนิรันดร์
มีแต่ใจเท่านั้นที่อยู่กับตนอย่างแท้จริง
มีแต่กรรมเท่านั้นที่เป็นสมบัติของตนอย่างแท้จริง
ใช่! ปากของผู้ตายปิดสนิทแล้ว ถ้อยคำไม่หลั่งไหลออกแล้ว หูไม่รับรู้ใดๆได้อีกแล้ว แต่ใจเราอยากขอบคุณสักพันครั้ง เพราะสรีระไร้ลมหายใจของท่านทำให้เราน้อมพินิจมรณานุสติหรือความตายมากขึ้นซึ่งเป็นผลดีแก่ใจ ยังความสงบให้เกิดขึ้นได้ไว และเห็นชัดว่าในการพิจารณาธรรมเช่นความไม่งามไม่เที่ยงหรืออื่นใด การพิจารณานั้นยังไม่บ่งบอกขีดจบแก่เรา แต่พิจารณาถึงความตายเหมือนบอกให้รู้ว่า บัดนี้อาจเป็นนาทีสุดท้ายแล้ว สาย บ่าย เย็น ค่ำหรือพรุ่งนี้อาจไม่มีแล้ว การพินิจถึงความตายเห็นเขตจบชัดเจน และแน่นอนเราไม่อยากให้ชีวิตจบลงโดยปราศจากการสละและสะสาง เพราะหอบหวงและบ่วงเวรต่างๆเป็นเหตุเศร้าหมองของจิต เป็นกัปตันพาสู่ทุคติของชีวิต
มีบ้างบางสิ่งถึงกับประจานเจ้าของ หลังเจ้าของตายจาก
ขอบคุณผู้ตาย ท่านให้มรณานุสติแด่เรา และแม้ท่านไม่เอ่ยวาจา ท่านยังบอกให้เรารู้ความจริงอีก ๓ประการว่า
๑. ผู้ตายหมดเวลา ทั้งเวลาทำดี เวลาสะสางล้างชั่ว บางสิ่งที่ท่านเห็นควรทำอยากทำ เวลาไม่มีให้ทำแล้ว ท่านหมดโอกาสวาดฝันถึงคืนวันในอนาคตแล้ว เหลือเพียงอดีต ซึ่งเร้าให้เราตั้งคำถามในใจว่า หลายสิบปีที่ผ่านมาท่านใช้เวลาแสวงหาอะไร คุ้มกับวันวัยที่หมดไปหรือเปล่า และได้สาระอะไรไปจริง? แม้ถ้อยคำเหล่านี้เหมือนครวญถามต่อผู้ตาย แต่ธรรมดาอยู่เองที่อดมิได้ ต้องน้อมมาเทียบตนถามตน และถามตนสืบต่อไปว่า เวลาชีวิตของเรายังเหลืออยู่ เราจะทำอะไรในบัดนี้พรุ่งนี้ และมีเรื่องใดเห็นควรทำอยากทำแต่ยังมิทำ
ถึงเวลาตัดใจไปลงมือแล้วหรือยัง? หากโลเลเหลวไหลจะสายไปหรือเปล่า?
๒. ผู้ตายพลัดพรากจากไปแล้ว ทั้งทรัพย์สินสิ่งของและผู้คน สิ่งใดเคยเป็นของตน บัดนี้ตนมิใช่เจ้าของอีกแล้ว เคยแสวงหาสะสมมาเท่าใดต้องจากไปเท่านั้น ก่อนจากไปไม่ทราบผู้ตายสละทรัพย์สินสิ่งของให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ใดแค่ไหนบ้าง แต่ความจริงมีอยู่ว่า หากผู้นั้นมิได้สละทรัพย์สินสิ่งของให้เป็นประโยชน์กับผู้คน ตนก็ไม่ได้ประโยชน์จากทรัพย์สินสิ่งของที่มี ไม่ได้ทำทรัพย์สินสิ่งของที่มีให้เป็นทานบารมีเมตตาบารมีแก่ตน ซ้ำยังประทุษร้ายทรัพย์สินสิ่งของให้ด้อยคุณค่า ที่เลวร้ายกว่าคือหากสะสมหอบหวงไว้มาก นั่นกลับเป็นนิทรรศการประจานตนว่าเป็นคนมักมาก ตระหนี่ ไม่มีปัญญาบริหารทรัพย์สินให้เป็นสัมพันธ์อันดี รอยยิ้มเปี่ยมล้นไมตรี สายตามองมาชื่นชมจริงใจจากใครอื่น หรือบารมีธรรมต่างๆที่จะได้พึ่งพาอาศัยในกาลต่อไป
กับผู้คนเช่นกันบัดนี้ผู้ตายได้จากไปแล้ว ไม่มีโอกาสรับรู้การขอขมา ไม่มีโอกาสไปขออภัย ไม่มีสิทธิ์รื้อสางเยื่อใยรักหรือปมแค้นใดๆ มีบ้างบางการตายถึงกับไม่มีโอกาสได้ทดแทนบุญผู้มีพระคุณ แน่นอนหากต้องจากไปทั้งที่ใจยังถูกร้อยรัดและคุณคนยังมิได้ทดแทนคืน ย่อมไม่ใช่เรื่องผาสุกโดยแท้ ดั่งปลาตายในข่ายแห
เราผู้ยังมีชีวิตอยู่คงต้องกลับมาสำรวจใจ ร้อยรัดมัดไว้ด้วยปมใดหรือร่านหาเยื่อใยไหน มีใครบ้างที่ตนล่วงเกิน ขออภัยแล้วหรือยัง มีใครบ้างที่ตนต้องทดแทนคุณ ได้ทดแทนคุณแล้วหรือยัง และหยิบยื่นเมตตาไมตรีให้เพื่อนพ้องน้องพี่มากพอหรือเปล่า
อาจอีกไม่นานแล้วต้องพลัดพรากจากไป ดั่งคนจรมาดูใจผู้ใกล้ตาย
สุดท้ายต้องกลับถิ่น และจริงทีเดียวบ่อยครั้งผู้คนเห็นการเยี่ยมเป็นช่วงสั้นๆจึงต้อนรับกัน-ให้กันโดยดีเต็มที่ โดยจริงชีวิตนี้ก็สั้น พบกันกับผู้คนเพียงครู่เหมือนกัน และทุกเพื่อนมนุษย์ที่พบเจอไม่ต่างอาคันตุกะจรผู้มาเยือนบ้าน หากเข้าใจเช่นนี้ ไฉนเราจะไม่ต้อนรับกัน-ให้กันโดยดีเต็มที่ หรือเราหลงไปว่าชีวิตยาวนาน เมื่อเข้าใจว่าชีวิตสั้น สุดท้ายต้องพลัดพรากจากกัน เราสมควรต้องดีต่อผู้คนอย่างยิ่ง ยิ่งดีต่อกันทุกวัน ผิดพลาดบกพร่องก็อภัย ไฉนโลกนี้จะไม่ใช่สรวงสวรรค์ อยู่ร่วมกันมีหรือจะไม่เปี่ยมสุข
๓.ที่สุดของกายขันธ์ ผู้ตายบอกให้รู้ว่า ร่างกายมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา ที่เคยสวยเคยหล่อ ไม่หล่อไม่สวยแล้ว ที่เคยเต่งตึงดึงดูดสายตา บัดนี้ชวนสะบัดหน้าหนี ซึ่งกายนี้แหละก่อนหน้านี้หลายผู้คนหลงไหลยินดี เจ้าตัวนิยมชมชอบ พยายามอย่างยิ่งให้ได้บริโภคอาหารโปรดปราน นุ่งห่มสวยงาม สถิตอยู่ในบ้านหรูหลังใหญ่ แม้ตำแหน่งแต่งตั้งอยากให้เด่นดังยิ่งๆขึ้นไป แต่บัดนี้เรือนร่างเคยลุ่มหลงนั้น เขียวคล้ำใกล้ดำแล้ว แมลงวันและหมู่หนอนเตรียมจะโปรดปรานแล้ว เมื่อที่สุดของกายเป็นเช่นกล่าว ทั้งกายเราและกายไหนต้องเป็นเช่นกล่าวปานกัน ควรหรือจะหลงเหลิงปรนเปรอบำเรอกายขันธ์ บริโภคเพียงเพื่ออยู่ได้ไหม นุ่งห่มเพียงปิดอุจาดได้หรือไม่ ที่พักอาศัยจำเป็นอะไรต้องใหญ่หรูดูเขื่อง ตำแหน่งแต่งตั้งไม่เด่นดังแล้วเป็นไร?
ความจริงมีอยู่ว่า หากไปเสียเวลาเพื่อปรนเปรอกายขันธ์ คืนวันเพื่อสร้างสรรเสียสละย่อมลดน้อยลง และกายนี้ เพียงลมไม่ไหว ไฟก็ดับ น้ำก็ดำ ดินก็ตาย ซึ่งพร้อมเป็นไปได้ทุกเมื่อ
ความจริงเป็นเช่นนี้มัวประมาททำไม หลงกาย บำเรอกายไปทำไม?
ผู้ตายบอกต่อผู้อยู่เช่นนี้ เคยมีมาบอกแล้ว ยังจะมีมาบอกอีก ไม่ทราบมนุษย์เราต้องใช้ความตายอีกกี่ศพ จึงพบสัจจะ จึงแสวงหาสาระ เพราะในความเป็นชีวิต มีเพียงใจเท่านั้นที่อยู่กับตนอย่างแท้จริง มีแ ต่กรรมเท่านั้นเป็นสมบัติของตนอย่างแท้จริง
กาลเวลายังคงรุดไปไม่หยุดอยู่ ยังคงฉุดคร่าชีวิตไปอย่างไร้ผัดผ่อน จากวันเป็นเดือนเป็นปีเป็นชีวิตชาติแล้วชาติเล่าภพแล้วภพเล่า กาลเวลาเป็นเช่นนี้ ชีวิตจะเป็นเช่นไร ใจเป็นประธาน การกระทำเป็นตัวเสกสร้าง หากปล่อยใจเหลวไหลในกรรม เพียบช้ำต่ำต้อยแม้ไม่หวังยังได้ หากเรียนรู้ใจ พัฒนากรรมให้สุจริตดีงามและเมตตายิ่งๆขึ้นไป ผู้อยู่ใกล้ก็เปี่ยมสุข ตนยิ่งเปี่ยมสุข เพียงสุขเย็นเป็นประโยชน์ในยามมีชีวิตอยู่เสมอๆ โลกก็ดั่งสรวงสวรรค์ คืนวันก็มีคุณค่า วันหน้าหรือชาติหน้า ล้วนไม่น่ากลัว ซ้ำเมื่อถึงวาระต้องจากลา ยังกลับกล้าจะไป ไปเพื่อทำวันใหม่ให้ดีงาม ทำโลกใหม่ให้ดีงาม ด้วยกายขันธ์ที่แข็งแรงสดใสและใหม่กว่านี้
ขอบคุณผู้ตายและความจริงจากผู้ตายพึงเป็นประโยชน์แด่กัลยาณมิตรผู้มีชีวิตทั้งหลาย
ปรารถนาดี จาก ส.ร้อยดาว ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๔