ที่เกิดขึ้นเพื่อดีที่สุด มองเถอะจะเห็น
และเรามาปฏิบัติธรรม มิใช่เพื่อจะเป็นอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ ไม่ใช่ แต่เพื่อบรรลุสุขเย็น
ถ้อยคำผู้ผ่านร้อนหนาวยาวนาน บอกต่อผู้ยึดมั่นถือมั่น ฟังแล้วรู้สึกดี ทั้งเห็นจริงตามนั้น โดยจริงมีเป้าหมายจะเป็น จะทำ หรือจะมี หากเป็นเป้าหมายที่ดี เหล่านี้เป็นกำลังขับของชีวิต แต่การบรรลุผลที่ตนหมาย ไม่ง่ายเหมือนเปิดปากคุยโว ดังนั้นหากผู้ใดมีเป้าหมายแล้วปักมั่นกระทั่งเป็นอุปาทาน ยามสะดุด เป้าหมายหรือกำลังขับนั้น จะกลายเป็นกำลังคลั่งขึ้นมาทันที
จบวาทะที่หนึ่งลงแล้ว
เสียงตัดพ้อ ถ้อยคำฟุ้งซ่านในมุมใหม่ยังคงหลุดจากปากผู้ยึดมั่นถือมั่นอีกยืดยาว เฒ่าสังสารวัฏผู้สงัดแล้ว ได้แต่ฟัง ฟัง ฟัง และนิ่งเนิ่นนาน
จากนั้นกล่าวว่า
เครดิตสังคมไม่มี เพราะทำดียังไม่มากพอ ไม่ต้องพ้อ ไม่ต้องน้อยใจ ไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก ยอมรับกับความเป็นไปได้ของตน ช่วยคนให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และเพียรพัฒนาใจให้หลุดพ้น เพียงใจตนดีบารมีก็งอกงามไพบูลย์ เพียงหนักแน่นในกิจเกื้อกูล เครดิตสังคมย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน สุขทุกนาที อารมณ์ดีทุกขณะให้ได้ ใจจะสบาย
อาจเป็นเพราะบ่อยหนคนหลงปัญญา หลงบทบาทประกาศศักดา(อัตตา) คนจึงคิดมากกระทั่งลืมสุขทุกนาที อารมณ์ดีทุกขณะ ทั้งที่แท้จริงภาวะเช่นนี้แหละบอกถึงความแววไวในอธิศีลอธิจิตอธิปัญญา ตนฟังแล้วเหมือนได้รับแสงไฟในคืนค่ำ และดูเหมือนความสงบจะปกคลุมหุ้มห่อใจผู้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว จากนั้นคำสนทนาที่มิใช่เพื่อแก้ปัญหา แต่เป็นไปเพื่อพัฒนาปัญญาก็เกิดขึ้น เฒ่าสังสารวัฏกล่าวต่อไปว่า
ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลเขา แต่ขอให้เขาช่วยเหลือเกื้อกูล เช่นนี้กู้หนี้
ช่วยเหลือเกื้อกูลเขา แต่เขาไม่รู้คุณเห็นค่าไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลมา เช่นนี้ใช้หนี้
ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลเขา แต่เขาก็ช่วยเหลือเกื้อกูลให้มาโดยตนไม่ต้องร้องขอ เช่นนี้ใช้บุญเก่า
ช่วยเหลือเกื้อกูลเขา เขารู้คุณเห็นค่าช่วยเหลือเกื้อกูลมา แล้วตนก็รับไว้ทั้งที่ไม่จำเป็น เช่นนี้ใช้บุญใหม่
ช่วยเหลือเกื้อกูลเขา เขารู้คุณเห็นค่าช่วยเหลือเกื้อกูลมา แต่ตนก็ไม่รับไว้
โดยไม่หยิ่งกระด้าง ไม่หักรานน้ำใจ เช่นนี้เป็นการสะสมบุญใหม่
โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี และไม่มีการให้ใดที่ให้ไปแล้วสูญเปล่า
ไม่มี
ผู้ใดเห็นจริงตามนี้ย่อมกล้าให้ และไม่เห็นแก่ตัว
เหมือนผู้เฒ่าบอกให้เราตระหนักพึ่งตนมากกว่าการร้องขอ ตระหนักวางใจโดยคิดว่าใช้หนี้เมื่อทำดีแล้วเหมือนไม่ได้ดี แทนการก่นว่าคนอื่นอกตัญญู ตระหนักไม่เห็นแก่ได้ ซึ่งเป็นการทำลายบุญเก่า ตระหนักความเป็นคนมีคุณค่า ด้วยการไม่ผลาญพร่าบุญใหม่ และรู้จักสะสมบุญใหม่ ที่สำคัญอย่าด่วนสรุปเมื่อเห็นคนอื่นไม่ทำแต่ได้ หรือทำน้อยได้มาก คือใช่เขาอาจจะก่อบาปใหม่ก็ได้ แต่อาจเป็นการรับผลจากบุญเก่าก็ได้อีกเช่นกัน ในเรื่องเช่นนี้แม้พระพุทธเจ้าท่านก็กล่าวไว้
วิบากกรรมเป็นอาจิณไตย คือเป็นเรื่องเกินคิด
ถ้อยคำจากผู้เฒ่าพรั่งพรูออกมาอีกว่า
เป็นเรื่องดีมากหากการดำรงอยู่ดำเนินไป ไม่มีเรื่องด่วนสรุป ไม่มีเรื่องน้อยใจ ด่วนสรุปเป็นอาการร้อนทางความคิด น้อยใจเป็นอาการขี้เรื้อนในดวงจิต ด่วนสรุปและน้อยใจทำคนเสียหายไปเท่าไรแล้ว?
อย่าน้อยใจในชีวิต แต่จงหนักแน่นในภารกิจเกื้อกูล
เมตตาบารมีที่สะสมในวันนี้ จะเป็นอลังการบารมีในวันหน้า
ท่านเน้นให้หนักแน่นในกิจเกื้อกูล และทำกิจด้วยตระหนักสะสมเมตตาบารมี พร้อมนี้เหมือนท่านบอกไปเฉพาะคนไฟล้นหัวอีกว่า
กับงานที่ตนมิได้ริเริ่ม เราควรเป็นผู้ดูที่ดี หากเรามีค่าในสายตนผู้อื่นบ้าง เราก็จะเป็นแขกกิตติมศักดิ์ หากเรามีค่ามากไปกว่านั้น เราก็จะเป็นเจ้าภาพรับเชิญ หากมิใช่เจ้าภาพรับเชิญ อย่าเดินนำในงานของคนอื่น อัตตามานะคนจะไม่แช่มชื่น
เสียงสนทนาจบลงแล้ว ผู้ยึดมั่นถือมั่นจากลาไปแล้วด้วยอาการโปร่งใสเบากายสบายใจ แต่การขบพินิจในตนเหมือนหลั่งไหลไปดั่งสายน้ำที่ไม่รู้จบ รู้สึกชุ่มเย็น กระจ่าง
แน่นอนรับประโยชน์จากผู้เฒ่าไปเยอะ
นำประโยชน์ดังกล่าวไปฝากพี่น้องที่มาร่วมโครงการเข้าวัดปฏิบัติศีล ๘ ที่พุทธสถานสันติอโศกด้วย หลายคนเข้าใจ มีประเด็นคิดเพื่อการวางใจมากขึ้น ซึ่งทำให้ตนรู้สึกดี โดยจริงรู้สึกดีเสมอที่ได้นำสิ่งดีไปฝากผู้สนใจใฝ่ดี
ที่ผ่านมาอัศจรรย์ใจไม่น้อย คือผู้คนแม้อยู่ยุคสมัยคลั่งไคล้ทุนนิยม ศักดินานิยม ฮีโร่นิยม สุขนิยม หรือที่เรียกกันว่าวัตถุนิยม บริโภคนิยม กระนั้นคนยังมาถือศีล ๘ เดินเท้าเปล่า มาฝึกตื่นเช้าเพื่อสวดมนต์ไหว้พระและฟังธรรมในช่วงตีสามครึ่ง มาฝึกกินอาหารมังสวิรัติเพียงมื้อเดียวต่อวัน มาฝึกเสียสละด้วยการทำงานฟรี มาฝึกเจโตสมถะเพื่อทำใจให้สงบฯลฯ เหล่านี้แม้ฝึกเพียงสองวันสองคืน กระนั้นก็ทำให้หลายคนสนใจมองด้านในมากขึ้น เพิ่มความอดทนให้ตนมากขึ้น เพิ่มแง่คิดมุมมองในการดำเนินชีวิตให้กับตนมากขึ้น ที่สำคัญได้เพิ่มกัลยาณมิตรในทิศทางธรรมให้กับตน
ว่ากันว่า มองด้านในจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้แสวงหาความเจริญก้าวหน้า หากไร้มองด้านในชีวิตเหมือนไร้ดวงตา ยิ่งยุคนี้มีเรื่องยั่วยวนชวนให้มองเตลิดเกินตนเยอะ คนจึงเก่งรู้เรื่องหลากหลายนอกตัว แต่ไม่น้อยเลยกลับไม่รู้จักตน
ด้วยไม่มองด้านในชีวิตจึงไม่รู่จักไฟที่เผาใจตนอยู่ ไม่เห็นโทษในความเร่าร้อน ไม่รู้จักอดทนต่ออารมณ์ตน ไม่ตระหนักปรับตน จากนั้นชีวิตมากด้วยเวรเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยิ่งมีชีวิตนานกลับยิ่งมืดมิดไร้มุมคิดเพื่อสบายใจ ยิ่งแล้งไร้กัลยาณมิตร
ว่ากันว่าอย่างนั้น
สุดท้ายหลังเชิญชวนพี่น้องมาร่วมถือศีล ๘ อีกในกาละต่อไป(ที่พุทธสถานสันติอโศก) ถ้อยคำของผู้เฒ่าก็ถูกนำมาฝากผู้มีไฟในการปฏิบัติธรรมก่อนแยกย้ายเลิกราว่า
รู้ฐานะตน ปฏิบัติสมฐานะตน พูดสมฐานะตน คนไม่เกลียดชังหมั่นไส้ ตนไม่เสียเวลา ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ เมื่อเล็ก ยอมรับว่าเล็กก็เป็นเด็กน่าเอ็นดู แต่เล็กกลับเก็กเป็นใหญ่แก่แดดเกินไป ไม่น่าดู
ปรารถนาดีจาก ส.ร้อยดาว ๑๒ เมษายน ๒๕๔๗