เส้นทางความคิด ส.ร้อยดาว
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
                                          หากรักจะรุ่ง…จงลุกขึ้นเถิด      
     


                  มัวเมาในมุ้งหมอน เอาที่นอนเป็นสรวงสวรรค์ บรรลุความก้าวหน้า หรือนิพพานได้อย่างไรกัน?
                  สำหรับนิสิตใหม่โลกุตระวิทยาลัย เมื่อเอาใจมาสู่ธรรมแล้ว ปัญญาภาษิตดั่งกล่าว เป็นคำความควรตระหนักยิ่ง เพราะมีความจริงอยู่ว่า ผู้แสวงหาทางโลก หรือทางธรรม หากหลงใหลหลับนอน…ไปไม่รุ่ง มิเพียงนั้น อยู่โลกก็ช้ำ อยู่ธรรมก็เสีย! อีกด้วย และคงเป็นเรื่องเศร้าสมเพชยิ่ง หากทิ้งญาติพี่น้อง แผ่นดิน สินทรัพย์ แต่กลับมาติดหลับใหลไม่ตื่นฟื้น… แล้วอย่างนี้จะบอกใครได้ว่า เราคือนักศึกษาโลกุตระวิชชา…
                  หากรักจะรุ่ง…จงลุกขึ้นเถิด!
                  ปรัชญานักเลง ต่อยก่อนขวัญกล้า ปรัชญานักปราชญ์ ตื่นก่อนมากเวลา เราเห็นกันอยู่ ปราชญ์ศาสดา ผู้ก้าวหน้า หรือมีคุณค่าต่อสังคม ล้วนนอนน้อย ตื่นนาน ทำงานหนัก ส่วนผู้ใดนอนนาน ตื่นน้อย หรอยงาน เขายังอ่อนแอแพ้ใจเห็นแก่ตน เปลืองกล่าวไปไยถึงมีคุณค่าต่อสังคม
                  เราอาจไม่มีคุณค่าต่อสังคมเท่าผู้มีความสามารถหลายท่านในวันนี้ แต่หากเริ่มต้นที่ตรงนี้ …อีกไม่นานวัน นั่นไม่แน่แล้ว เพียงเก็บความสูญเสียกลับคืนมา มีเวลาชีวิตเพิ่มขึ้น จะสอยดาวสาวเดือน…ไม่ยาก! สปช.[สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต]ในสังคมมนุษยชาติบอกเราอย่างนั้น และโดยจริงเราฟุ่มเฟือยวันคืน ไปกับการหลับใหลไม่รู้ตื่นมากเกินไปแล้ว ทั้งที่การนอน หากจะให้สาสมใจ แม้นอนไปสักสิบยี่สิบราตรี ความอิ่มเต็มก็เกิดมีไม่ได้ การนอน พระบรมครูบัญญัติว่าเป็นหนึ่งในสามเสพไม่รู้สร่าง ก็จะสร่างได้อย่างไร เราเคยนอนมาราธอนกันมาคนละ 8เดือนบ้าง 9 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้าง ซึ่งตราบยังนอนไม่ถึงปานนั้น ใครกันถึงไคลแมกซ์ในการนอน แล้วหากใครจะนอนให้ได้นานปานนั้น นั่นก็ต้องส่งขึ้นกองฟอนแน่นอนแล้ว อย่างนี้จะอิ่มเต็มในการนอนได้อย่างไรเล่า…. เราได้นอนมามากมายแล้ว วันใดลมหายใจขาดสะบั้น วันนั้นเราจะได้นอนอีกเนิ่นนานนิรันดร์…
                  หากรักจะรุ่ง…จงลุกขึ้นเถิด
                  ปัญญาภาษิตบทหนึ่งกล่าว … เริ่มต้นเช้าด้วยความปราชัย เป็นอัปมงคลของชีวิตวันใหม่ เหมือนทัพหน้าพ่ายพลั้ง ทัพหลังก็เสียขวัญกำลังใจ หากเช้าก็แพ้ใจใฝ่หลับเสียแล้ว กำลังใจฝักใฝ่ก้าวหน้าคงอ่อนล้าชาเฉื่อยลง ยิ่งเป็นนักศึกษาโลกุตระวิชชาหากเช้าพ่ายพับกับที่นอนแล้ว สาย บ่าย เย็น จะมีกำลังกล้าในการเรียนรู้ หรือเป็นอยู่อย่างControlตนได้ดี ข้อนี้ไม่ใช่ง่าย เพราะกำลังมารได้กำเริบเติบกล้าแต่เช้าตรู่ แต่กำลังสู้ รวมทั้งความตื่นเต็มแห่งธาตุรู้ได้อ่อนด้อยถอยลง…ฉะนั้น ประเดิมเช้าด้วยชัยเหนือใจตนได้…ย่อมดีกว่า
                  ว่ากันว่า เริ่มต้นเช้าที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง มิเพียงนั้น พระศาสดาเรายังสามารถบรรลุชัยไม่กลับแพ้ ใกล้เช้าเช่นนี้ พระองค์ท่านทรงอาศัยยามสุดท้ายแห่งราตรี ซึ่งเป็นโมงยามสงัดสุด มาหยั่งรู้อาสวะแล้วละสิ้นกันในยามนี้ กล่าวได้ว่า ยามนี้ควรแก่การตื่นขึ้นมาศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่ง เพราะพักก็ได้พักพอควรแล้ว จิตมีกำลัง และคลื่นเสียงต่างๆได้สงบสงัดแล้ว การแทงตลอดในเรื่องใดๆย่อมไม่ยากเกินไป
                   หากรักจะรุ่ง…จงลุกขึ้นเถิด!
                  กล่าวมาปานนี้ หวังเร้าใจใฝ่เพียรให้เกิดมีแด่นิสิต หากยังไม่มากพอ เชิญฟังพุทธพจน์ต่ออีกหนึ่งบท… เมื่อสัตว์ทั้งหลายประมาทแล้ว ผู้มีปัญญาดีย่อมไม่ประมาท เมื่อสัตว์ทั้งหลายหลับ(อยู่ในกิเลส) ผู้มีปัญญาดีย่อมตื่น(ละกิเลส)อยู่โดยมาก ย่อมละทิ้งบุคคลผู้ประมาทนั้นไป ดุจม้าดีมีกำลังกล้า ละทิ้งม้าอ่อนกำลังไว้เบื้องหลัง ฉะนั้น
                  ที่ผ่านมาหากเราประหนึ่งม้าอ่อนกำลัง ถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ณ วันนี้ ที่มีคำตรัสพระศาสดาชี้แนะ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะรุดสู่เบื้องหน้าบ้าง…และมั่นใจมิใช่หรือว่าตนคือ ผู้มีปัญญาดีผู้หนึ่ง บอกสิ่งค้นพบสู่กันฟัง…ยามวันหากเรารู้ตัวเต็มตื่น ยามคืนจะหลับตายหลับเต็ม แต่หากยามวันเราชอบหรี่ธาตุรู้ ลอบสู่การหลับเสมอๆ ยามคืนไม่รื่นรมย์แล้ว และการตื่นแต่เช้าจะเป็นการฝืนที่ยากอย่างร้ายกาจ
                  อีกอย่างเพื่อง่ายต่อการตื่นฟื้น ต้องกำหนดจิตตื่นก่อนนอน พระพุทธองค์เรียกว่า อุฏฐานสัญญา คือทำไว้ในใจว่า จะลุกขึ้น(ในเวลาที่กำหนด) ประสบการณ์บอกเราว่าหากทำสองประเด็นให้ดี การเปิดเปลือกตาลุกตื่นในแรกเช้าจะไม่เหมือนการยกขุนเขาอีกต่อไป และเปลือกตาจะหนักหน่วงดุจขุนเขา หรือบางเบาดุจขนนก อยู่ที่เรามีจิตยินดีในความตื่นด้วยหรือไม่ หากยินดีก็เบา หากไม่! ไปยกถังน้ำสามสิบกิโล ยังง่ายกว่า และเพื่อให้จิตยินดีในการตื่น เราต้องมีภารกิจให้ชีวิตไปลงมือทำ ยิ่งเป็นงานที่ดี มีคุณค่าแก่ตน คนอื่น ยิ่งช่วยให้เราตื่นได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
                   เมื่อตื่นแต่เช้า ผ่านสิกขาบทที่หนึ่งได้แล้ว ในหัวยังว่างเปล่า เป็นการดีอย่างยิ่ง ที่เราจะบรรจุถ้อยธรรมคำดีไว้ เพื่อใจเราจะได้มีมูลฐานแห่งการคิด การพูด และการกระทำที่ดี เพื่อดังนี้ การฟังธรรมควรจะเป็นกิจแรกเริ่มของวันใหม่ เป็นสิกขาบทที่สองของนิสิตโลกุตระวิทยาลัย และการฟังอย่างใส่ใจ ช่วยให้ตื่นตัว ตื่นตา ตื่นใจ ตื่นเต็มในภายในได้ดีอีกด้วย บอกไว้…เพื่อนิสิตได้มีความเป็นนิสิตสมศักดิ์ฐานะ และศึกษาธัมมะอย่างไม่ผลาญเวลาไปเปล่า ไม่ทรงจำปัญญาภาษิตบทนี้ไว้…ไม่ได้แล้ว! ประทุษร้ายความเป็นพุทธะ ธัมมะถูกแสดงอยู่ไม่รู้สดับ จะนับเป็นนักปฏิบัติธรรมได้อย่างไร เพราะธัมมะย่อมมีโอชา สำหรับผู้นำพาไปประพฤติปฏิบัติ และพระพุทธองค์ตรัส สพพรสํ ธมมรโส ชินาติ รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง เพียงยินดีในธรรม สวรรค์ดำ(หลงหลับ) ก็ไร้รสชาติ ไร้คุณค่าความหมายแล้ว
                  หากนิสิตหวังไม่เวียนคืนสู่ลานระทม และไม่งมงายอยู่ใต้เปลือกตา ทั้งรุ่งเรืองก้าวหน้าในโลกุตระวิทยาลัย หรือธรรมวินัยของพระศาสดา การตื่นแต่เช้า การตื่นตัวสดับธรรมสำคัญยิ่ง หากจะอธิษฐาน หรือทำให้เจริญยิ่งๆในเรื่องใด สองเรื่องนี้ ควรเป็นสองสำคัญในการอธิษฐานทั้งมวลด้วย…
                  หากรักจะรุ่ง…จงลุกขึ้นเถิด
                  การฝึกตนบนเส้นทางสร้างสรร อย่างมีความสุข พึงเกิดมีแด่นิสิตโลกุตระวิทยาลัย ทุกคน
                                                                        ปรารถนาดี จาก ส. ร้อยดาว ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๓

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main