เส้นทางความคิด ส.ร้อยดาว
ยิ้มง่าย ไหว้งาม คือนิยามของคนไทย เบิกบานสบายใจ คือพุทธแท้เพราะมีธรรม  
 
 
         
                                            จากรอยธรรมเป็นคำฝาก      
     

                  
                  
การเดินทางเสี่ยงตาย เสี่ยงพิการ ผลาญทรัพย์สินและวันเวลา
                   เมื่อถึงเป้าหมายแล้ว เกิดบุญแก่ตน เป็นประโยชน์ต่อปวงชนมากหรือไม่?
                   พึงรู้ เดรัจฉานเดินทางเพื่อคงอยู่และต่อเผ่าสืบพันธ์
                   ปุถุชนก็ปานนั้น ทั้งยังแสวงสวรรค์ให้สมใจตน
                   สาธุชนเดินทางเพื่อไปให้และแสวงธรรมยิ่งๆขึ้นไป
                   ส่วนอาริยะบุคคลนั้น ท่านไปเพื่อทำใจให้แจ้งนิพพานและแสวงหาการเกื้อกูล
                   เยี่ยงนักปราชญ์ศาสดา ซึ่งท่านแสวงหาการเกื้อกูลโดยส่วนเดียว... เราจะเดินตามรอยทางใด?

                  ไตร่ตรองและถามตนเช่นนั้น เมื่อมีโอกาสออกจากสังคมเมือง ออกจากOfficeอันเคยชิน ไปสู่กิจกรรมปลุกคนให้เป็นพระเป็นสมณะแท้ของพุทธ เพียงออกจากที่ทำงานซึ่งซ้ายขาวหน้าหลังมีงานท้าทายอยู่ไม่รู้หมด เพียงนี้รู้สึกดีต่อสุขภาพศรีษะบ้างแล้ว และงานที่ไปนั้นจัดกิจกรรมในป่า จึงมีโอกาสนอนโคนไม้ นอนบรรจถรณ์พุทธะหรือผืนดินใหญ่ไร้ขอบเขต รู้สึกมั่นคงเหมือนถูกโอบอุ้มอยู่ในอ้อมอกแม่อีกครั้ง แต่การนอนครั้งนี้แมกไม้ใบบังหมู่ดาว กระนั้นสัญญาเก่าครั้งเคยนอนทุ่งโล่งได้ย้อนมาให้ระลึกถึง จำได้ครั้งนั้นเห็นหมู่ดาวเต็มฟ้าเวิ้งว้าง และเพราะทุ่งโล่งกว้างกับฟ้าเวิ้งว้างนั้น ทำให้ตนรู้สึกประหนึ่งธุลีน้อยในห้วงจักรวาลกว้างไกลไร้ขีดจำกัดคนเราเพียงรู้สึกตนไม่ยิ่งใหญ่ในโลกหล้า อาการซ่าของตนและคดีหมั่นไส้จากหลายคนไม่เกิดแล้ว นอนครั้งนี้แม้มิใช่ทุ่งโล่ง แต่ด้วยป่าไร้มลพิษก็ทำให้หลับสนิทดีนัก ซ้ำอิ่มนอนได้ง่าย ตื่นแล้วกายเบาหัวสบาย

                  ในงานครั้งนี้เรามีกิจกรรมต้องเข้าร่วม ชีวิตจึงถูกสำนึกจัดระบบอีกครั้ง นอนไม่ดึกเกินไป ตื่นตีสามกว่าเล็กน้อย รับอาหารวันละหนึ่งมื้ออย่างเป็นเวลา กับชีวิตที่ไร้ระบบอยู่บ่อยๆ ครั้นได้เข้ามาอยู่ในระบบรู้สึกดีจริงๆ โดยเฉพาะรับอรุณด้วยไหว้พระสวดมนต์ ฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ เยี่ยงนี้ดั่งกำหนดหางเสือเพื่อสังวรก่อนดำเนินชีวิตรายวันยิ่งในวันนั้นรู้สึกดีมากกับคำสอนของครูบาอาจารย์ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นยอดเพชรในเพชรชั้นยอด ซึ่งตนได้เรียบเรียงเป็นเนื้อความตามประสาตนว่า ความเติบใหญ่อย่างยืนยงในงานศาสนา ไม่อาจได้มาเพราะอัดฉีดเป่าลมดั่งเป่าลมลูกโป่ง หากเราหลงให้งานเติบใหญ่ โดยใช้วิธีอัดฉีดเป่าลม ต้องอัดฉีดเป่าลมอยู่ร่ำไป และใครต่อใครที่ได้มาร่วมงาน เหล่านั้นก็เป็นเพียงคนหัวกลวงเท่านั้นเอง ซ้ำตนไม่ได้วัดค่าศรัทธาบารมีของตนมีแค่ไหน มิตรผู้ร่วมเกื้อกูลของตนมีเท่าใด ฉะนั้นในงานศาสนาหากหมายลดอัตตา หมายพัฒนาให้ยืนยง จงให้เมตตาและปัญญาก็พอ ส่วนการง้อ หรือฉีดอัดยัดเป่า ไม่ใช่วิธีที่ดี

                   ความประทับใจนี้จะเป็นบทปฏิบัติของตนในการทำงานสืบไปตะโกนใส่กะโหลกตนเองเช่นนั้น

                  เพราะมาร่วมงานอบรมซึ่งอยู่โซนชนบท จึงมีโอกาสเยี่ยมชมชาวบ้าน เห็นชัดเจนว่า คนไกลสีสันสังคมเมืองหัวใจยังดูงามด้วยความเมตตาอยู่ เขาพร้อมเป็นผู้แบ่งปัน คือเห็นทั้งผู้เฒ่า ผู้เยาว์ขวนขวายใส่บาตรเลี้ยงนักบวชกันเยอะมาก โดยเฉพาะภาพเด็กเล็กใส่บาตร ภาพประทับใจประมาณนี้หาไม่ได้ง่ายเลยในสังคมเมือง แต่ชนบทนี้มีให้เห็นมากและทุกวัน ที่ดูประทับตามากสุดเหมือนจะเป็นคุณยายมากหลายที่มือดำด้านกร้านเกรียม ต่างขั้วกับสีข้าวที่ขาวสะอาด คุณยายเหล่านี้ ที่น้อมข้าวใส่บาตร เข้าใจว่าไม่เพียงใส่บาตรเท่านั้น เหมือนคุณยายได้บอกภิกษุทุกรูปให้รู้ด้วยว่า ท่านทั้งหลายกายสังขารเป็นเช่นนี้ มีความแก่เป็นธรรมดา และดูภิกษุหลายรูปมักไม่ละเลย อาศัยคุณยายเป็นตำราว่าด้วยอนิจจัง จึงละลาบละล้วงด้วยดวงตาพิจารณาหลายยายอย่างยิ่งแน่นอนมีคิดไปไกล ทำไมคุณยายเหล่านี้ถึงมือดำ คล้ำ เหี่ยวย่น? ใช่คำตอบทั้งมวลล้วนชี้ให้เห็นทุกข์ในการครองเรือน

                  บ่ายของทุกวันมีโอกาสสนทนาธรรมกับผู้สนใจใฝ่ธรรม ได้ตอกย้ำความจริงอีกข้อหนึ่งคือ ทุกชีวิตมีสิทธิ์ทุกข์ คนรวยคนสวยหนุ่มหล่อหรือผู้มีตำแหน่งแต่งตั้ง กระทั่งผู้มากทรัพย์สินมากความรู้ จากเห็นนี้จึงอดบอกหลายคนดังๆไม่ได้ว่า ทุกข์เป็นธรรมดาในหมู่คน อย่าให้สมมุติของตนครอบขังความทุกข์เอาไว้เลย หลายคนเพราะได้สมมุติ ฉันเป็นครูบาอาจารย์ ฉันตำแหน่งใหญ่ จึงไม่อาจปรึกษาใคร สุดท้ายเครียด ฆ่าสามีและฆ่าตนตาย เรื่องมีมาแล้ว ฉะนั้นบอกไป ใครไม่อยากทุกข์จงจำ และโดยจริงการร้องให้กับผู้รู้ ได้ทั้งดวงตาที่สดใส ทั้งหัวใจที่เบาสบาย เยี่ยงนี้จำเป็นอะไรต้องอาย!
                  บ่ายวันหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งมาคุยด้วยเรื่องอาการถือสา ซึ่งไม่ถือสาปุถุชนคนโลกีย์ แต่ถือสาผู้ใฝ่ดีในเส้นทางธรรม แปลก...แต่จริง! จึงได้ทบทวนประสบการณ์ตนและแบ่งปันบทพินิจเพื่อจิตปลอดถือสาให้คนกลุ่มนั้นฟังว่าชีวิตทั้งชีวิตเป็นทุนพลาดท่าหรือบรรลุถึงอรหัตผลเป็นเดิมพัน เมื่อต่างก็เป็นเช่นนี้ จำเป็นอะไรต้องเพ่งโทษถือสาโกรธเกลียดกัน โลกยังกว้างใหญ่ สังสารวัฏยังนานยาว และทุกชีวิตมีสิทธิ์ศึกษานรกวิทยา ผู้เข้าใจความจริงเช่นนี้ จิตย่อมผาสุกโดยดี
                  การแบ่งปันบทพินิจเพื่อจิตเบาสบาย ดูเหมือนเป็นบทปฏิบัติเพื่อจิตเอิบอิ่มเบาสบายด้วยเช่นกัน ฉะนั้นทุกวันในงานช่วงบ่ายจึงขวนขวายกิจนี้และรู้สึกดี เมื่อมาทบทวนก็ได้รู้ว่า ความรู้สึกดีเกิดมีเพราะตนไม่สารวนอยู่เพียงตน ตนรู้จักฟังคน เข้าใจคน เกิดเมตตาต่อคน ที่สำคัญได้ทบทวนธรรมที่ประพฤติมาเกิดปัญญาเท่าไร แบ่งปันให้เพื่อนมนุษย์ไปเคลียร์ทุกข์ได้บ้างหรือไม่ เหล่านี้ก่อความรู้สึกได้ มนุษย์เราเพียงรู้สึกได้ คำว่าเสียเวลาไร้ความหมายไปแล้ว

                 ร่วมงานครั้งนี้ต้องพูดไม่น้อย แต่ที่ติดหูตนกลับเป็นคำที่ฟังมา ฟังมามาก แต่มีสองคำซึ่งใช่ หนึ่ง ค่ำแล้ว สอง อีร่าง แน่นอนไม่ใช่เรื่องหกโมงเย็นหรือหนึ่งทุ่ม หากหมายถึงครูบาอาจารย์ซึ่งชีวิตท่านดุจตะวันธรรม ตะวันธรรมที่บัดนี้สนธยาแล้ว ท่านจะอยู่ชี้แนะบอกสอนอีกเท่าไร?  ว่าไปดวงตะวันยังมีเวลาจบลงชัดเจน แต่ชีวิตมนุษย์จะจบลงเมื่อไรใครรู้? ที่รู้ศิษย์กลับบ้านเก่าก่อนครูมีอยู่จริง แต่ไม่รู้ใครจะเป็นรายต่อไป?

                   ส่วนคำว่าอีร่างเป็นถ้อยคำช่วงสรุปงาน งานที่เน้นกู้แผ่นดิน โดยพระผู้ใหญ่ท่านว่า ตาไปทาง หูไปทาง จมูกไปทาง ลิ้นไปทาง กายไปทาง อีร่างจะหนักเหนื่อยปานไหน? เราจะหาอบายมุข กามคุณ โลกธรรมบำเรอตนอีกเท่าไร แม้มาอยู่ทางธรรม แม้ลดการแสวงหาเหล่านั้นมาแล้ว หากไม่เรียนรู้ลดอัตตา ทุกอย่างที่ทำไปก็เพื่อบำเรออีร่างเท่านั้นเอง มีเพียงลดปรนเปรอบำเรออีร่าง เราจึงมีเวลาไปกู้ชาติกันเต็มแรงเต็มเวลา เป็นคนมีคุณค่าของแผ่นดินอย่างแท้จริง! ค่ำแล้ว หากมัวบำเรออีร่าง แม้พรุ่งนี้ชีวิตยังมีอยู่ วิเศษอะไรกว่าคนตายหรือ?

                  งานที่ไปร่วมจบลงแล้ว แต่ภารกิจกอบกู้ตนยังไม่อาจจบลงได้ ยิ่งภารกิจกอบกู้ผู้คนที่หันหลังให้สวรรค์ดูเหมือนพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น ก่อนจากถิ่นที่ร่วมงานมา จึงต้องบอกเตือนตนเพิ่มเติมไปอีกว่า... ปรากฏการณ์ดั่งคลื่นทะเล ทยอยมา โถมถั่งมาไม่รู้จบ ในปรากฏการณ์ พาลชนจะทำบาปโดยไม่ต้องเลือก เพราะติดเป็นจริตนิสัย เป็นสันดานแล้ว บัณฑิตจะเลือกทำบุญ เพราะรู้คุณของการฝึกตน ส่วนอาริยะบุคคลผู้แสวงประโยชน์ใหญ่ จะใช้ปรากฏการณ์เพื่อบำเพ็ญบารมี เพราะเข้าใจดีว่า โลกนี้ย่นย่อแล้วมีเพียงสอง คือปรากฏการณ์ กับจิตวิญญาณเท่านั้น และสุข ทุกข์ สูงล้ำ ต่ำต้อย ไม่ได้เกิดด้วยเหตุคือปรากฏการณ์ แต่เกิดด้วยเหตุคือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่มากบารมี หรือไร้บารมี นี้เอง
                   ผู้รู้ชี้ทางสวรรค์ให้ได้ แต่เดินออกจากนรกเป็นกิจของท่านทั้งหลาย
                                                                                              ปรารถนาดีจาก ส.ร้อยดาว ๑๒ เมษายน ๒๕๔๕

     
             
         
 
 
Your Woard_ Main