ความเดิม สู่เส้นทางธรรม
กับการออกจาริกนั้น ต้องบอกว่าเป็นความนิยมของใจ ที่มีสมณะหม่อน เป็นผู้ขุดดึงมันขึ้นมา และด้วยความที่อยากมีชีวิตแบบพระป่า ธุดงค์ไปเป็นสายใยจักรวาล ทำหน้าที่ร้อยดาว นี่แหละทำให้อาตมาคิดและเตรียมตน เพราะความเป็นคนกรุงตั้งแต่เกิด เท้าก็บางพอๆกับก้นเด็ก การจาริกธุดงค์คงเป็นเรื่องยากมาก ตอนนั้นปี 33 อาตมาอยู่ปฐมอโศก จึงเริ่มฝึกย่อง ที่บอกว่าย่องเพราะอาตมาไปหัดเดินด้วยหมายใจจะให้ตีนด้าน บนทางที่โรยเกลื่อนไปด้วยยหินเกร็ด เดินกระย่องกระแย่งอยู่ค่ำแล้วค่ำเล่า ก่อนจะออกจาริกธุดงค์ไป
ปี 34 -35 นั่นแหละที่ได้เดินจาริกมากสุด เดินไปร่วมงานปลุกเสกที่ศรีษะอโศกจังหวัดศรีษะเกษ เดินไปร่วมงานพุทธาภิเษกที่ศาลีอโศกจังหวัดนครสวรรค์ เดินเข้าสันติอโศก จังหวัดกรุงเทพ เดินกลับไปปฐมอโศกจังหวัดนครปฐม ทั้งเดินย้อนไปจำพรรษาที่ศรีษะอโศกอีกด้วย และแม้จะฝึกย่องย่ำหินเกร็ดมาบ้างแล้วก็ตาม กระนั้นเท้าก็ยังย่ำแย่ยับเยินไปเยอะแยะ ที่สำคัญจากการย่องครั้งนั้น และย้ำเดินอยู่อย่างไม่รู้ประมาณ นั่นก็นำตาปลามาอยู่คู่เท้าซ้ายอาตมา 3 ตาด้วยกัน ซ้ำยังเป็นระดับตาปลาโออีกต่างหาก ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เมื่อผ่านคืนวันมา สรุปได้ประเด็นเดียวคือ อาตมายังปฏิบัติธรรมไม่เป็น ไม่รู้จักสติ ไม่รู้จักอ่านอาการสภาวะ ประมาณควรไม่ถูก มีแต่ใจมุ่งมุทะลุไป ตามรูปธรรมที่เห็นว่าเป็นการขัดเกลา
แต่แม้นั้นเหมือนสวรรค์ยังปราณี ให้อาตมาได้ค้นพบชัดๆหลายประการ ตั้งแต่ ชีวิตที่ไม่มีสมบัติ เป็นชีวิตเบา และคนเราหากต้องแบกสมบัติทั้งหมดที่ตนมีไว้บนบ่า ไม่เอาไปซุกเก็บ หรือรบกวนเป็นภาระให้ใครต้องดูแล เชื่อเถอะคนจะไม่มีใดๆเป็นของตนมากนัก แม้แต่เพื่อนนักบวชที่ออกจาริกด้วยกันสมัยนั้นบางองค์ ยังต้องตัดมุ้งกลดทิ้งไปบ้าง คือมุ้งกลดของท่านหลังใหญ่ แบกไปเพียงกิโล สองกิโลทาง ก็พอทน แต่พอแบกไปเป็นสิบเป็นร้อยกิโลทาง แม้ชายมุ้งและส่วนกว้างท่านก็รู้สึกว่าเป็นของหนักเกินไปแล้ว ส่วนอาตมานั้นได้เตรียมการณ์มาก่อน โดยได้ออกแบบมุ้งพิเศษ ที่ใช้ผ้าน้อยมาก แต่สามารถกันยุงกันสัตว์เลื้อยคลานได้ ส่วนกลดก็เป็นกลดชมดาว เล็กประมาณครึ่งร่มกันแดดขนาดเล็ก รวมทั้งบริขารอื่นด้วยแล้ว ก็รวมลงในบาตรแปดนิ้วใบเดียวได้พอดี ส่วนน้ำดื่มนั้นก็ไปวัดบุญบารมีกันเบื้องหน้า โดยไม่ต้องพกพาเอาไป
ทั้งได้เห็นว่าการเดินฝ่าแดด กระทั่งผิวหน้าคล้ำ หนังศรีษะลอกร่อนเป็นชิ้นๆ ตรงนี้ต้องอาศัยใจที่พร้อมจะละความกำหนัดในกายหรือติดหล่อติดสวยออกด้วย และบรรดาผู้ขี้เหร่ที่ติดหล่อทั้งหลาย อาตมาก็เป็นผู้หนึ่ง แต่เมื่อมาพินิจดูก็รู้ว่า หากไม่ละกำหนัดในกาย ย่อมไม่อาจละความกำหนัดในกามได้ เพราะกำหนัดในกามนั้นหมายถึงหลงไหลใคร่ขึ้นในกายอื่น ซึ่งจะเป็นกายอื่นหรือกายตน ทั้งมวลก็ล้วนถุงอสุภะ แท่งภาระ หรือก้อนทุกข์ทั้งสิ้น และความจริงนี้จะแจ่มแจ้งได้ด้วยกายคตาสติโดยตนเท่านั้น หากในกายตนซึ่งมีอสุภะ มีความเป็นภาระ หรือทุกข์ปรากฏอยู่ ตนยังไม่รู้ไม่เห็นไม่คลายกำหนัด แล้วจะไปคลายกำหนัดในกายอื่นอย่างไรได้ เพราะไม่มีหรอกที่ใครอื่นเช้ามาก็จะเอาหนังหน้าที่ยังไม่ล้าง มาสำแดงขี้ตาขี้ฟัน เอาก้นซึ่งถ่ายแล้วยังไม่เช็ดมาสำแดงความเป็นถุงปฏิกูลของกายตนให้คนเห็น...ไม่มี ที่เห็นมากก็ล้วนแต่เทวดานางฟ้าทาสีใส่กลิ่น
การออกจาริก การยอมรับตีนตัวหัวที่ต้องดำและลอกร่อน อย่างรู้ๆเมื่ออยู่ท่ามกลางเปลวแดดที่แผดเผาทั้งจากเบื้องล่างเบื้องบน พื้นถนนและฟากฟ้า แม้นี้ก็เป็นปัจจัยให้ละวางความกำหนัดในกายด้วยเช่นกัน
ไม่เพียงนั้น ในความร้อนด้วยดวงแดดในยามจาริก ก็ทำให้เห็นความต่าง ในคุณค่าของน้ำดื่ม คุณค่าของน้ำใจอีกด้วย คือช่วงเช้าเวลาออกบิณฑบาตร บางครั้งได้น้ำดื่ม 3-4 ขวด เป็นขวดขาวขุ่น ขนาดยัดลงบาตรแปดนิ้วแล้วคับพอดี และยัดลงได้มากสุดเพียงขวดเดียว ช่วงนี้ น้ำดื่ม 1 ขวด หมายถึงพื้นที่การรับอาหารในบาตรลดลง และอีก 2-3 ขวดหากรับมาด้วยแคร์น้ำใจ ก็ต้องเทินไว้บนฝาบาตร ซึ่งก็คือน้ำหนักที่มากขึ้น กับความยุ่งยากในการถือ... เหล่านี้แม้รู้อยู่ ผู้ให้มีน้ำใจเป็นบุญ แต่สำหรับผู้รับ กลับรู้สึกว่า เช้านี้บุญช่างหนักนัก ยิ่งต้องเดินต่อไปไกลๆ กว่าจะเจอที่เหมาะเพื่อฉันอาหาร เช่นนี้มีบ้างที่ความซึ้งในน้ำใจผู้ให้...กลับไม่เกิดเลย
แต่มีอยู่ที่อาตมาเดินฝ่าเปลวแดดไปในยามบ่ายสามบ่ายสี่ ทั้งน้ำดื่มก็หมดไปนานแล้ว ครั้งนั้นมีชาวบ้านชนบทตะโกนมาไกลๆจากข้างหลัง มนต์ก่อนท่าน ๆ ชาวบ้านบางที่นิมนต์พระด้วยคำนี้ คือ มนต์ก่อนท่าน เมื่ออาตมาหยุดหันหลังกลับไปหาเสียงที่ส่งมา โยมก็เอาน้ำมาถวาย บรรจุขวดขาวขุ่นเช่นกัน หนึ่งขวดเช่นกัน แต่ความซึ้งน้ำใจกับการให้ของโยมยามนี้ มันเอ่อล้นท่วมท้นในจิตอาตมามากเหลือเกิน...เกินกว่าการได้รับน้ำ 3-4 ขวดยามเช้าอย่างเทียบไม่ติด...และปรากฏการณ์ปานนี้ก็สอนให้รู้ว่า ทานที่มีคุณค่าอานิสงส์สูงนั้นไม่ใช่เพียงให้อย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น แต่ต้องประกอบไปด้วยปัญญารู้ของให้ที่ควรแก่กาละด้วย
ไม่เพียงนั้นในดวงแดดที่แผดร้อนยามบ่ายโมง บ่ายสองสามสี่ เหล่านี้ก็ช่วยขับเร้า ให้ช่วงเวลาห้าโมงล่วงแล้ว ที่จาริกเลาะเลียบไปตามไหล่ทาง ผ่านลำน้ำ ผ่านทุ่งนา บางครั้งเห็นตะวันโรยแสงจะลับลาอยู่เบื้องหน้า ช่างให้อารมณ์สุนทรีย์เป็นที่ยิ่ง ให้เบิกบานสำรานใจเป็นอย่างยิ่ง ชอบมาก...กับช่วงเวลา สิ่งแวดล้อม และรูปลักษณ์พระธุดงค์ดุ่มเดินอย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยใจไม่เกาะเกี่ยวไม่แคร์แยแส จะกินจะอยู่จะหลับจะนอน...แม้จะตายที่ตรงไหน ช่วงนี้แหละที่อาตมาเดินเสพสุนทรีย์ไป พร้อมส่องตาดูทำเลสวรรค์ยามค่ำ ซึ่งจะฝากกายพักสักคืนไป
ด้วยหลายช่วงชีวิตจาริกธุดงค์ก็ได้พักผ่อนหลับนอนมาหลายที่ จะเป็นป่าช้าไทย ป่าช้าจีน สนามกีฬาโรงเรียน โรงเรือน ไร่มัน สวนสน ลอมฟาง ห้างนา ป่าริมทาง ศาลาข้างถนน คือบางค่ำแนวโน้มฝนจะตก ดังนั้นต้องหาที่พักไม่ไกลศาลานัก เผื่อฝนตกก็จะอพยพมาอาศัยศาลาริมทางได้ทัน แต่ทั้งมวลที่นอนมานั้น มีที่หนึ่งซึ่งอาตมาได้ผุดคิด ได้ตื่นรู้ คือค่ำนั้น นอนบนลานฟางกลางนา นิ่งมองฟ้าเวิ้งว้างกว้างไกลไพศาล ดวงดาวระยิบวิบไหวเกลื่อนกล่น...เห็นแล้วเกิดความรู้สึกในตนเลยว่า เราเป็นเพียงผงคลีธุลีน้อยในห้วงจักรวาลอันกว้างไกล มาจากไหนไม่รู้ จะถูกพัดพาไปไหนไม่รู้ รู้เพียงว่า เราเล็กน้อยมากในห้วงจักรวาล และกับชีวิตไร้บ้าน อิสระเสรี สัญจรรอนแรมไปในวิถีธรรมเช่นนี้ อาตมาตอนนั้นประมาณ ๔ พรรษา รู้สึกอยู่ในตนเลยว่า เราเคยเดินมาแล้ว เป็นทางสายธรรมที่ตนคุ้นเคย แต่ที่ผ่านมาอาจจะโต๋เต๋โอ้เอ้กับศาลาริมทางมากไป จึงยังก้าวไม่ได้ไกลในเส้นทางธรรม...ชาตินี้จึงต้องมาเดินทางต่อ
อีกประการหนึ่ง ในสมัยจาริกนั้น ด้วยความที่เป็นสมณะชาวอโศก เมื่อญาติธรรมได้มาเจอก็มักมีใจยินดีเป็นอย่างยิ่ง บางกลุ่มก็พากันมาในยามเย็นค่ำ ด้วยหมายใจมาสนทนาธรรม อาตมาด้วยความเป็นพระใหม่ ใจก็ปิดเอาไว้ว่า ตราบไม่พ้น ๕ พรรษา จะไม่เทศน์ ไม่สนทนาธรรม แต่ด้วยความที่โยมมาแล้ว โยมก็คงไม่อยากเสียเวลามาเปล่า โยมก็ค่อยๆแคะแกะปากอาตมา อาตมาก็ไม่มีปัญญาอธิบายให้โยมรู้ถึงความตั้งใจของตน เมื่อถูกแคะแกะปาก จะกล่าวธรรมออกมาก็ยากอีก ด้วยปิดจิตเอาไว้...ทั้งที่ตอนนั้นธรรมที่ฟังมาก็ไม่น้อย ที่อ่านมาก็มาก ที่ปฏิบัติอยู่ก็พอเป็นรูปธรรมเอามากล่าวนำชี้ชวนให้โยมร่วมปฏิบัติได้ก็มี...ตรงนี้แหละที่ทำให้อาตมาเข้าใจมาถึงบัดนี้ว่า แม้จะร้อยรู้พันรู้แสนรู้ กระนั้นธัมมะก็ไม่หลั่งไหล หากใจยังปิดอยู่ มาภายหลังอาตมาก็ได้เข้าใจเพิ่มอีกว่า เพียงเปิดใจ และตระหนักเมตตา ปัญญาย่อมหลั่งไหล
ชีวิตจาริกแม้เป็นปฏิปทาปรารถนาของตน กระนั้นเหมือนกุศลไม่จัดสรร อาตมาจึงได้เพียงปี 33 เริ่มย่อง 34 เริ่มเดิน 35 เริ่มล้ม 36 เริ่มบอกลาด้วยตาปลาไม่อนุมัติ และปี 37 -38 ชีวิตก็เปลี่ยนทิศปฏิปทาธรรมไป...แต่แม้อายุการจาริกของตนจะสั้น กระนั้นก็เห็นว่า ผู้ใดหากออกบวชแล้วด้วยสัมมาทิฏฐิ มีโอกาสได้สัมผัส ปฏิปทาอนาคาริกทั้งรูปทั้งนาม...ข้อนี้ย่อมเป็นคุณหนุนส่งให้อาจหาญ รักเสรี พอใจวิถีมักน้อยสันโดษ และยังได้โปรดคนจน ให้คนจนได้สัมผัสว่า จนไม่ได้แปลว่า ทุกข์ แต่ที่คนอยู่ไม่เป็นสุข เพราะอยากรวย นักบวชนั้นไม่มีเงิน ไม่มีบ้าน ไม่มียิ่งกว่าคนจน แต่กระนั้นก็สุขผ่องใส โดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินบำเรอตัวเอง
ท้ายสุดชีวิตจาริกยังบอกให้ตระหนักสืบต่อมากระทั่งถึงวันนี้อีกว่า กับการเดินทาง...แท้แล้ว ใกล้ ไกล มิได้มี หากใจยินดี แม้สี่ร้อยกิโลทาง ทุกก้าวย่างก็เปี่ยมสุข หากใจไม่ยินดี แม้เพียงสี่ก้าวเท้า ก็เต็มอัดไปด้วยทุกข์ ...ดังนั้นสุขทุกข์ในการเดินทาง ไม่ได้อยู่ที่เลือกทางแล้วเท่านั้น...แต่สำคัญที่ยินดี หรือไม่ยินดีของใจ...อีกด้วย
ส.ร้อยดาว ๓ พ.ย. ๕๑ |